ซาหริ่ม คิดถึงทุก ๆ คนนะคะ ไม่ต้องเป็นห่วง ฝากบอกยัยปลาดาวด้วยนะคะ ว่าซาหริ่มคิดถึง แม่คะ พ่อคะ ซาหริ่มต้องรีบไปก่อนนะคะ
ซาหริ่ม เมื่อไหร่หนูจะกลับเมืองไทย พ่อกับแม่คิดถึงนะ พ่อกับแม่ พูดผ่านมือถือมาพร้อม ๆ กัน เทคโนโลยี มันดีอย่างนี้นี่เอง ได้เห็นหน้าพ่อ กับแม่ แค่นี้ซาหริ่มก็ดีใจแล้วค่ะ
ถ้าซาหริ่ม เรียนจบคอร์สนี้ ก็กลับค่ะ อีกแค่อาทิตย์เดียวเองคะ
จริง ๆ นะลูก อย่าไปลงเรียนคอร์สอื่นเพิ่ม หลอกพ่อกับแม่อีกนะ น่าตีนักเชียวลูกสาวแม่ ไปญี่ปุ่นจะครบ 2 เดือนแล้วนะ แม่พูดตัดพ้อต่อว่า
รับทราบค่า คุณแม่ขา เดี๋ยวคุณลูกจะรีบกลับไปหอมแก้มคนละฟอดนะคะ ซาหริ่มขอไปเที่ยวให้หนำใจก่อนนะคะ สวัสดีค่ะแม่ พ่อด้วยนะคะ
ดูแลตัวเองดี ๆ นะลูก พ่อพูดขึ้นมา ให้ชั้นยิ่งคิดถึง
ค่ะ แค่นี้นะคะ พูดจบ ชั้นก็รีบเดินไปหยิบกระเป๋า เพื่อออกจากห้องพัก วันนี้นัดกับ ปิโระคุง ไว้ ไปเที่ยวที่ ดีสนีย์แลนด์ ในกรุงโตเกียว ป่านนี้คงจะรอนานแล้วล่ะนะ
Konnichiwa Piro kun (สวัสดี ปิโระคุง) หนุ่มน้อยหน้าใสคนนี้ เป็นลูกครึ่ง ญี่ปุ่น-ไทย พูดไทยได้ เรารู้จักกันตอนที่ชั้นไปลงเรียนคอร์สภาษาอังกฤษ แล้วตอนนี้เราก็คบกันเป็น....แค่เพื่อนไปก่อนแล้วกัน แต่ ปิโระคุง คงคิดกับชั้นเป็นแฟน แถมยังพูดกลอกหูทุก ๆ วัน ว่าจะทำให้ชั้นใจอ่อนให้ได้ ลึก ๆ แล้ว ปิโระคุง เป็นคนน่ารัก ใจดี เทคแคร์ชั้นดีทุกอย่าง แต่ถึงยังไง ชั้นก็ยังคงไม่ลืมพี่แก๊กอยู่ดี ทั้ง ๆ ที่ชั้นไม่แน่ใจเลย ว่าพี่แก๊กคิดยังไงกับชั้น เราไม่ได้คุยกันมาเกือบจะ 2 เดือนแล้ว และไม่มีวี่แวว ของพี่แก๊กเลย
Konnichiwa Nattsuko chan (สวัสดีนัสซึโกะจัง) ปิโระคุง ทักทาย และชอบเรียกชื่อชั้นเป็นภาษาญี่ปุ่น ว่า นัสซึโกะอยู่เรื่อยเลย
Ohisashiburi desune (ไม่เจอกันนานเลยนะ) ชั้นพูดทักทายต่อไป เพราะเราไม่ได้เจอกัน มา 1 อาทิตย์ ปิโระคุง กลับบ้าน ที่ ฮอกไกโด ปิโระคุง ยังเคยชวนไปงานวัน คริสต์มาสอีฟ ในปีนี้เลย เพราะที่นั่นจะมี Sapporo White lllumination เป็นงานแสดงไฟประดับหน้าสถานีรถไฟฮอกไกโดที่ขึ้นชื่อ ก่อนที่จะมีงาน เทศกาลหิมะอันโด่งดังที่จัดขึ้นทุกปีด้วย
Hontou desune. Nattsuko chan wa Ogenkidesuka? (จริงด้วยนะครับ แล้วนัตสึโกะจังล่ะ สบายดีไหม??)
Hai, Genkidesu. (อืม สบายดี) แต่ชั้นยังไม่ค่อยเก่งภาษาญี่ปุ่นเลย เพราะไม่เคยมีพื้นฐานมาก่อน จึงเริ่มชักชวนให้ ปิโระคุง พูดภาษาไทยกันดีก่า อิอิ
Piro kun ....Watashiwa Thaigo ga hanashitai desu. (ปิโระคุง ชั้นอยากจะพูดภาษาไทย) ไม่รู้ว่าพูดไปจะเข้าใจรึเปล่า แต่ก็คงจะถูกหลักไวยากรณ์อยู่บ้าง
ได้ดิ ภาษาญี่ปุ่นของ นัตซึโกะจัง เก่งแล้วนะ ปิโระคุง ยิ้มให้อย่างสดใส และพูดภาษาไทยกลับมา แสดงว่า ที่เรียนมา เกือบจะ 2 เดือน ถือว่าใช้ได้ อิอิ
อืม...แต่กว่าจะได้แต่ละประโยค แทบตาย TToTT มันก็จริง ๆ อย่างที่บอกอะนะ คือว่าที่เห็นพูดได้คล่อง ก็เป็นเพราะเมื่อคืน เตรียมตัวมาทักทาย นิดหน่อย ตอนนี้ เพิ่งจะอ่านตัวฮิรางานะ กะ คะตาคะนะ ได้เอง ภาษาญี่ปุ่น ยากจริง ๆเลย
ไปข้างในกันดีกว่า ผมซื้อบัตรผ่านประตูไว้แล้ว
ดีจัง เอ...ว่าแต่ว่า ซาหริ่ม ไม่ได้เอากล้องถ่ายรูปมาซะด้วยสิ
ไม่เป็นไร ผมเตรียมมาด้วย นี่ไง
เย้ ๆๆๆ งั้นไปกันเลย ชั้นดูเหมือนจะออกอาการดีใจจนออกนอกหน้า วิ่งไปซ้ายที ขวาที เหมือนเด็ก ๆ ที่ไม่เคยเที่ยวสวนสนุก แต่มันก็จริง สวนสนุก ดิสนีย์แลนด์ ที่นี้ มันเหมือนเมืองในฝันเลยนะ
รอด้วย นัตซึโกะจัง เสียง ปิโระคุงเรียกให้รอ อยู่ด้านหลัง
วันนี้สนุกจริง ๆ ต้องขอบใจ ปิโระคุง ที่ชวนไปเที่ยวอยู่บ่อย ๆ เพราะตั้งแต่มาที่นี้ เพื่อนที่คุยด้วยได้รู้เรื่องก็คงเป็น ปิโระคุง นี่แหละนะ ไหนจะพาไป ชิบุยะ และก็ล่าสุดที่ไปกันคือ ฮาราจูกุ แต่ชั้น ชอบ ชิบุยะมากกว่า เพราะที่ ฮาราจูกุ จะมีเสื้อผ้าผู้ชายเยอะกว่า ถ้าไปแถวนั้นบ่อย ๆ ก็อดคิดที่จะซื้อเสื้อผ้าไปให้พี่แก๊กไม่ได้ซะที
ปิโระคุง วันนี้ขอบคุณมาก ๆ เลยนะ ถือซะว่า มาเลี้ยง ซาหริ่มก่อนกลับเมืองไทยนะ
ไม่เป็นไร แต่ผมอยากให้ซาหริ่ม ชื่อ นัตซึโกะ มากกว่านะ แทนตัวเอง ว่านัตซึโกะจะได้ไหม ผมว่ามันเข้ากับคุณนะ
โอเค ได้เลย Doumo arigatogosaimasu (ขอบคุณมาก ๆ นะคะ)
Douitashimashite (ไม่เป็นไรครับ)
Mata ashitane (เจอกันใหม่ พรุ่งนี้นะ)
Hai Bye Bye (ครับ บ๊าย บาย)
ชั้นโบกมือบ๊ายบาย ให้ปิโระคุง ก่อนจะแยกกันขึ้นรถเมลล์กลับที่พัก ระหว่างทางก็นั่งดูรูปถ่ายสติ๊กเกอร์ ที่ถ่ายคู่กับ ปิโระคุง แว๊บนึง ก็ดันไปนึกถึงหน้าของพี่แก๊ก ถ้าเป็นนางเอกหนังก็คงดังไปแล้ว ยังไม่ทันจะสั่งให้แอ็คชั่น น้ำตาก็ไหลลงมาทันที นึก ๆ ก็ขำตัวเอง ถ้าคิดถึงเค้ามากขนาดนี้ แล้วจะหนีเค้ามาไกลอย่างนี้ทำไม
พี่แก๊ก ถ้ากลับไปเมืองไทยคราวนี้ พี่แก๊ก ยังคงรักซาหริ่มเหมือนเดิม ซาหริ่มคงจะไม่หนีพี่แก๊กไปไหนอีกแล้ว ชั้นได้แต่บอกกับตัวเองอย่างนี้ แทบจะทุกครั้งเวลาที่คิดถึงพี่แก๊ก
อ๊ะ Sumimasen (ขอโทษค่ะ) ชั้นกำลังจะเดินลงจากรถเมลล์ แต่การทรงตัวไม่ดี ก็เลยเกือบจะไปล้ม ทับ ผู้ชาย ที่ยืนอยู่ด้านหน้า
Daijoubudesu. (ไม่เป็นไรครับ) ผู้ชายคนนั้นพูดบอกว่าไม่เป็นไร แต่ชั้นว่าเค้าคงจะเจ็บน่าดูเลย ก็ชั้นเล่นไปเหยียบขาเขาด้วย ตายแล้ว ภาษาญี่ปุ่นยังไม่ได้เรื่องเลย จะบอกเค้าว่าไงดีนะ
เอ่อ...อ่า...เอ....จะพูดไงดีล่ะ Anata no ashi wa ?? (ขาของคุณ??) ได้แค่นั้นแหละนะ ที่นึกศัพท์ได้ จะรู้เรื่องกันไหมเนี่ย เครียดเลยเรา
Gomennasai Gomennasai (ขอโทษค่ะ ขอโทษค่ะ) ชั้นได้แต่พูดคำว่าขอโทษ ๆ คิดว่าน่าจะใช้ถูกแล้วล่ะนะ คำนี้ใช้เหมือนกับ Sorry ในภาษาอังกฤษ แต่ผู้ชายคนนั้นก็กลับไม่พูดอะไร และเดินลงไปจากรถเมลล์
ตายแล้ว มัวแต่ขอโทษ เลย เลยป้ายที่จะลงเลย แย่จังเรา กว่าจะถึงอีกป้าย ก็ต้องเดินกลับมาอีกตั้งไกลแน่ะ เฮ้อ....จะพูดว่าขอลงกลางทาง ระหว่างป้ายนี้ ก็พูดไม่ออก ก็เลยต้องชี้ไม้ชี้มือ ว่าจะลงป้ายหน้า พนักงานขับรถก็พยักหน้า เหมือนจะเข้าใจ
เมื่อวานก็ถึงบ้านเกือบมืด มาเรียนวันนี้ก็ยังจะสายอีก แย่จัง อ้อ ลืมบอกไปว่าชั้นเข้าคอร์สเรียนภาษาอังกฤษ แต่อาจารย์ที่สอน เป็นคนญี่ปุ่น ก็เลยเหมือนได้เรียนคอร์สภาษาญี่ปุ่น 2 รอบเลย
Sumimasen, ozokunatte (ขอโทษที่มาสายนะคะ) ชั้นพูดกับอาจารย์ ประจำคลาสที่เรียนภาษาอังกฤษเบื้องต้น และกลับไปนั่งที่เดิม ปิโระคุง ยิ้มให้ และชูกระดาษมาถาม ว่า *ทำไมมาสาย* เป็นภาษาไทย ชั้นจึงเขียนตอบกลับไปว่า *ตื่นสาย* ก็เพราะว่าเหนื่อยจากการเดินกลับเมื่อวานนั่นแหละ เลยเบี้ยวตื่นสายสักหน่อย กว่าพนักงานขับรถจะจอดให้ โน่นแน่ะ เลยไปอีก 2 ป้าย ก็กว่าจะคุยกันรู้เรื่องอะนะ
วันนี้มีบทสนทนาจับคู่กัน ชั้นไม่ได้คู่กับปิโระคุง แต่คู่กับ มิวะจัง มิวะจัง เป็นนักยิงธนูซะด้วย สวยแล้วก็เก่ง มีหนุ่ม ๆ เอาดอกไม้มาให้แทบจะทุกวันเลย เห็นแล้วก็อิจฉาจัง มิวะจังพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยเก่ง ก็เหมือนกันกับชั้นนี่แหละที่ได้แค่ งู ๆ ปลา ๆ ได้ปิโระคุง คอยเป็นคนสอนให้ทุกครั้งไป เพราะว่าคนนั้นเค้าเก่งที่สุดในคลาสของเราแล้ว
นัตสึโกะจัง วันนี้ไปกินข้าวกันนะ ปิโระคุงชวนไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน
งั้นชวนมิวะจัง ไปด้วยนะ ชั้นเอ่ยปากถาม ขณะที่ มิวะจังมองหน้าเราสองคนแบบงง ๆ ก็เพราะว่ามิวะจัง ฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องเลย ชั้นก็เลยหัดสปีค เจแปนนีส ชวน มิวะจัง ไปกินข้าว
Miwa chan Gohan o tabemasenka?? (มิวะจัง ไปกินข้าวด้วยกันไหม??)
Hai, Tabemashou. (ค่ะ ไปกินข้าวกัน) มิวะตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
เก่งจังนะ ไปเรียนภาษาญี่ปุ่นมาแป๊ปเดียว ได้ตั้งหลายคำ ปิโระคุง ชมจนชั้นยิ้มแก้มปริ จากนั้นปิโระคุงก็พูดญี่ปุ่นกับมิวะจัง จนชั้นหันไปมองสองคุยกันแบบงง ๆ บ้าง ก็เล่นพูดจนลิ้นจะพันกัน ฟังไม่รู้เรื่องเลย
นัตซึโกะจัง เก่งจัง มิวะจัง หันมาพูดกับชั้น เป็นภาษาไทย (แต่กว่าจะฟังได้ว่า เก่งจัง เล่นเอาชั้นยืนงง นึกว่ามิวะจังพูดภาษาญี่ปุ่นด้วย ก็สำเนียงภาษาไทย มันดูเบี้ยวไปเบี้ยวมายังไงชอบกล)
ขอบคุณค่ะ พอฟังรู้เรื่องก็หันกลับไปขอบคุณมิวะจัง จากนั้นพวกเราก็ไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน
ระหว่างที่กินราเมนอยู่ ปิโระคุงก็ถามขึ้นมาว่า ..
นัตซึโกะจัง จะกลับเมืองไทยเมื่อไหร่
วันอาทิตย์ที่จะถึงนี้
ทำไมเร็วจัง ผมยังพานัตซึโกะจัง เที่ยวไม่ทั่วญี่ปุ่นเลยนะ
ระหว่างที่คุยกันนั้น มิวะจัง ก็มองมาที่ปิโระคุงทีนึง และหันมามองที่ชั้นเมื่อชั้นพูด สลับไปมาอย่างนี้ ชั้นได้แต่นึกในใจว่ามิวะจังน่ารักดีนะ ทำท่าทางขำ ๆ และดูท่าทางมิวะจัง จะชอบปิโระคุงซะด้วย
ไม่เป็นไรหรอกนะ เดี๋ยว ซาหริ่ม เอ้ย ..นัตซึโกะก็จะกลับมาเที่ยวบ่อย ๆ นะ ชั้นตอบกลับไปอย่างร่าเริงแต่ดูท่าปิโระคุงจะจริงจัง และซีเรียสเรื่องที่ชั้นจะกลับเมืองไทยเอามาก ๆ จะทำยังไงดี ในเมื่อตอนนี้สิ่งที่คิดอยู่ในใจก็มีเพียงแค่พี่แก๊ก ถึงแม้ว่าเค้าจะมีสาว ๆ รุมล้อมมากมายก็ตาม
ปิโระคุง ช่วยแปลให้มิวะจังรู้เรื่องหน่อยจิ น่าสงสารเชียว ฟังไม่รู้เรื่อง ชั้นหันไปบอกปิโระคุงอีกครั้ง
จากนั้น ท่าทางของมิวะจัง ก็ดีขึ้น แต่ชั้นนี่สิ ต้องทำท่าเลียนแบบมิวะจังบ้าง พอปิโระคุงพูดเร็ว ๆ ชั้นฟังไม่รู้เรื่องเลย ภาษาญี่ปุ่น ยากจริง ๆ นะเนี่ย
Nihongo wa mutsukashii desune. (ภาษาญี่ปุ่นเนี่ย ยากจริงๆ นะ) ชั้นพูดแทรกขึ้นมา ทำให้สองคนนั้นหัวเราะ
Thaigo mo mutsukashii desu. (ภาษาไทยก็เหมือนกันนะ) มิวะจัง ก็พูดตอบกลับมา ทำให้บรรยากาศที่ดูเหมือนจะเครียดในตอนแรก กลับสนุกขึ้นมา มีแต่เสียงหัวเราะของพวกเรา ดีนะเนี่ยที่ในร้านไม่ได้เงียบจนเกินไป ไม่งั้นมีหวัง โดนพนักงานในร้านดุเอาแน่ ๆ เลย
พอกินราเมนกันเสร็จ ชั้นก็ขอตัวกลับที่พัก ทั้ง ๆ ที่ปิโระคุงก็อยากจะมาส่งที่หอ แต่ชั้นให้ปิโระคุง ไปส่งมิวะจัง แทน ชั้นนี่แหละ ที่จะเป็นสะพานเชื่อมให้มิวะจัง กับปิโระคุง อิอิ ก็สองคนนั้นเหมาะกันดีนี่นา และอีกอย่างชั้นก็ไม่เห็นแก่ตัว ที่จะมีปิโระคุงอีกคน ทั้ง ๆ ที่ใจชั้นยังมีพี่แก๊ก
แฮะ ๆ วันนี้ได้ลงตรงป้ายพอดีเป๊ะเลย 555 ไม่พลาดซ้ำสองหรอก หุหุ แต่ที่มีปัญหาในตอนนี้คือ หากุญแจห้องไม่เจออะดิ ตายแล้ว กระเป๋าเรามันรกเกินไปสงสัยต้องเทออกมาหาซะแล้ว
แม่ตก ลูกหล่น !! ตายแล้ว กระเป๋าตก ของกระจายหมดเลย ไม่น่ารื้อกระเป๋าตรงนี้เลยเรา ชั้นมองสิ่งของที่มันร่วงจากกระเป๋ากระจายไปรอบ ๆ และสิ่งที่หาอยู่ก็เจอซะที
เย้ ๆ กุญแจ อยู่นั่น งะ งาย... ฮือ ๆ วิ่งไปหยิบไม่ทัน กุญแจตกลงไปในท่อน้ำซะแล้ว จะดีใจหรือเสียใจพร้อม ๆ กันได้ไหมเนี่ย
ระหว่างที่เดินเก็บของไป ก็มีคนเข้ามาช่วยเก็บของ อยู่หลายคน ก็ได้แต่พูดว่าขอบคุณ และก็ต้องเดินหน้าเศร้าไปที่เคาน์เตอร์ เพื่อขอกุญแจสำรองไปไขห้องพัก ชั้นนี่มันเปิ่นจัง ไม่เอาไหนเลยจริง ๆ เซ็งในอารมณ์มาก ๆ พอได้กุญแจสำรองมาไขห้องพักแล้ว ชั้นก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ออกไปเดินเที่ยวซื้อของฝากให้กับทุก ๆ คนดีกว่า
Sumimasen (ขอโทษนะครับ **ใช้เรียกคน) ชั้นได้ยินคำนั้น ดังมาจากด้านหลัง ก็เลยหันไป สงสัยจะเป็นปิโระคุง
ฮะ ชั้นนึกภาษาญี่ปุ่นไม่ออก ก็เลยได้แต่พูดว่า ฮะ แปลในความหมายของชั้น คือ อะไร คุณเป็นใคร มีอะไรถึงเรียกชั้น นี่ละความหมายของชั้น นี่ขนาดเป็นภาษาไทยนะเนี่ย ยังแปลได้ยาวขนาดนี้
Wasuremono (แปลตรงตัวคือ Wasure = ลืม , Mono = ของ , รวมกันแล้ว คือ ลืมของ) ชั้นก็งงอะดิ เพราะยังไม่ได้ซื้ออะไร แค่เดินเข้าไปดูของในร้าน 109 เท่านั้นเอง
Iie (ไม่ใช่) ชั้นพูดได้แค่นั้น เพราะรู้สึกตื่นเต้นที่ต้องพูดกับคนญี่ปุ่น และเป็นอะไรที่ไม่ได้เตรียมตัวซะด้วย แต่ดูเหมือนผู้ชายคนนั้นจะไม่เข้าใจ อาจเป็นเพราะไม่ถูกหลักไวยากรณ์ เค้าก็ยังยัดเยียดของในถุงนั้นอยู่ดี ชั้นไม่รู้จะทำยังไง แล้วผู้ชายคนนั้นก็เดินหนีไป หน้าตาคุ้น ๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหน
นึกออกแล้ว !! ชั้นพูดออกมา ทั้ง ๆ ที่เค้าเดินหายไปแล้ว คนที่เราเหยียบขาบนรถเมลล์นั่นเอง
