ดินแดนอาทิตย์หลังเมฆาสรรพสิ่งทั้งหลายอยู่ในความสงบสิงห์สาราสัตว์ดำเนินชีวิตแบบโซ่อาหาร ชาวประชาแข็งขันทำงานกลางวันและหลับไหลในราตรี มีสถานบันเทิงเป็นแห่งๆไว้ประเทืองอารมณ์ สวรรค์แห่งความบันเทิงในแดนมืดขึ้นชื่อเลื่องลือทั่วทุกแห่งหน จึงไม่แปลกที่จะพบสถานบันเทิงมากมาย ผู้คนไม่ว่าจะเป็นปีศาจ แม่มด เอลฟ์ คนแคระ แวมไพร์ หรือมนุษย์ ก็ท่องเที่ยวมาเพื่อใช้บริการสถานบันเทิงเหล่านี้ แต่ใครจะรู้ว่าปราสาทรัตติกาลที่ตั้งตระหง่านเด่นสง่าของดินแดนแห่งนี้จะไม่ได้ครึกครื้นเหมือนชาวเมืองเลย ตั้งแต่ราชาองค์ก่อนสววรคตโดยทิ้งภาระไว้กับว่าที่ราชาองค์ปัจจุบัน
"อีกไม่นานปีศาจในตำนานจะตื่นขึ้นโดยสมบูรณ์ มันมีอำนาจโค่นจักรวรรดิเราได้อย่างน่ากลัวเจ้าจงหามันและสังหารซะเพื่อความมั่นคงแห่งราชวงศ์และเจ้าจะเป็นกษัตริย์ที่ใครๆต้องสยบ" สุรเสียงสุดท้ายที่ดำรัสจากพระโอษฐ์ราชาองค์ก่อนยังคงก่องอยู่ในหัวของดิเวนาปว่าที่ราชาองค์ใหม่อย่างหนักแน่นและเนิ่นนาน
"ข้าจะไปหามันได้ที่ไหนกัน" ดิเวนาปครุ่นคิดในใจอยู่อย่างนั้นขณะมองนอกเมืองที่มีหมู่บ้านมากมายในแผ่นดินปีศาจ ดินแดนปีศาจเป็นแดนที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาแผ่นดินอื่น การตามหาปีศาจในตำนานนั้นยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
"ไม่ต้องกังวลใจหรอกเจ้าพี่ หากยังมีท่านใครก็ทำร้ายอะไรไม่ได้ทั้งนั้" สุรเสียงแหลมเล็กบ่งบอกความอ่อนเยาว์ของเจ้าหญิงปีศาจครึ่งเอลฟ์องค์น้อยเดินเข้ามากอดเอวดิเวนาปแบบที่ทำประจำ
"เจ้าพูดเจ้าอะไรเด็กน้อย" ดิเวนาปถามน้องสาวต่างมารดาที่แสนซนด้วยความอ่อนโยนและรักใคร่
"เจ้าพี่หนะกังวลใจอยู่ข้าอ่านใจท่านได้นะ แล้วอีกอย่างข้าไม่เด็กแล้วนะ อย่าพูดแบบนี้" เจ้าหญิงองค์น้อยผลักดิเวนาปผู้พี่อย่างไม่พอใจ เพราะเธอเป็นลูกครึ่งเอลฟ์จึงตัวเล็กและเธอถูกมองว่าเด็กเสมอในสายตาทุกตน
"ก็จริงมั้ยหละเจ้าเพิ่งจะครบ100ปี แถมยังสูงแค่เอวข้าเท่านั้นยังแบเบาะนักแองจี้น้อย" ดิเวนาปพูดกลั้วหัวเราะในท่างอนของน้องสาว แล้วขยี้ผมลอนสวยด้วยความเอ็นดู แต่แองจี้กลับฉุนกึกจึงกางเล็บเตรียมสู้กับปีศาจเลือดแท้ผู้พี่
"วันนี้ข้าจะเอาเลือดของเจ้าพี่ออกมาให้ได้ ดูถูกกันนัก ย้ากกก" แล้วสงครามเล็กๆระหว่างว่าที่ราชากับเจ้าหญิงองค์จิ๋วก็เกิดขึ้นในห้องบรรทม ทุกอย่างในห้องเต็มไปด้วยปุยนุ่นที่ถูกยกขึ้นมารับมือแองจี้ ทั้งคู่สนุกสนานกันและนอนพักลงบนเตียงพร้อมเสียงหัวเราะอย่างสุขสม แต่ความสุขก็ต้องมลายสิ้นเมื่อมีเสียงจากแขกไม่รับเชิญ
ปัง!!
ประตูถูกเปิดออกด้วยแรงมหาศาลพร้อมบุรุษวัยกลางคนย่างกรายเข้ามา
"นี่หรือคือวิสัยขององค์รัชทายาทแห่งแดนรัตติกาล" ชายคนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม
"เจ้าเป็นแค่ผู้ไว้วางใจจากเสด็จแม่ให้สำเร็จราชการแทน มิได้หมายความว่าจะมาบงการข้าได้หรอกนะ อเล็กซ์" ดิเวนาปพูดอย่างไม่พอใจในการกระทำที่ไม่ให้เกียรติ
"งั้นท่านคงต้องถูกส่งไปเรียนดัดนิสัยที่เมจิเคิลเป็นแน่ เจ้าชาย" น้ำเสียงเจ้าเล่ห์ของอเล็กซ์กล่าวขึ้น
"ข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้นตราบใดที่มีผู้คิดจะทรยศแผ่นดินแห่งข้า เจ้าสุนัขไม่เจียม" ดิเวนาปตะคอกใส่หน้าอเล็กซ์ด้วยความสะใจ แต่หารู้ไม่ว่าราชินีผู้เป็นแม่ได้ยินทุกคำพูดอย่างชัดเจน
"งั้นข้าสั่งให้เจ้าไปเรียนก็แล้วกัน ก้าวร้าวไร้ความเป็นผู้นำ" สุรเสียงราชินีช่างเยือกเย็นจับจิต ตั้งแต่ราชาสวรรคตก็มิมีผู้ใดได้เห็นรอยสรวลของพระนางอีกเลย
"ท่านแม่ ข้าพูดความจริงมันผู้นี้คิดการกบฏ" ดิเวนาปกล่าวน้ำเสียงอ่อนลงปนน้อยใจ หากยิ่งเพิ่มความดูแคลนและเย็นชาจากพระมารดาเป็นทวีคูณ
"พรุ่งนี้เจ้า ดิเวนาปองค์รัชทายาทจะต้องไปเรียนอบรมที่เมจิเคิลโดยไม่มีข้อแม้ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม" สุสรเสียงดั่งนางพญาดังกึกก้องไปทั่วแม้แต่ทารกำนัลที่ผ่านไปมายังสะดุ้งตามๆกัน
"ท่านแม่ไม่จริงใช่" เจ้าชายกล่าวด้วยน้ำเสียงตกใจ
"หวังว่าเจ้าเข้าใจนะเจ้าชาย" ราชินีกล่าวแทรกขึ้นด้วยเสียงอันดังก้องในประโยคที่แสนเจ็บปวดใจแล้วจากไป
"เจ้าพี่"
"คำดำรัสของราชินีเด็ดขาดไม่ว่ายังไงก็ปฏิเสธไม่ได้ เจ้ากลับไปเถอะ" ดิเวนาปกล่าวอย่างเหม่อลอยแล้วเดินไปริมระเบียง แองจี้ออกไปแล้วดิเวนาปยังคงยืนต้านลมที่พัดแรงขึ้นอยู่อย่างนั้น กี่ครั้งแล้วที่พระมารดาทรงตรัสด้วยน้ำเสียงไร้เยื่อใย ดวงตาสีมรกตทอดมองแสงจันทร์ด้วยความน้อยใจ ผมสีน้ำตาลเมเปิ้ลต้องลมพริ้วไหวดั่งโศกเศร้าร่วมกับเจ้าของเรือนผมงาม ผิวกายสีแทนกับกล้ามเนื้อที่ดูแข็งแร็งกลับผิดจากจิตใจในตอนนี้ ดวงหน้าบิดเบี้ยวเนื่องจากกลั้นน้ำตาและฝืนสะอื้น
"ข้าจะทำตามท่านสั่ง ราชินีเอโรลาส" ดิเวนาปกล่าวกับแสงจันทร์ ก่อนจะเข้านิทราด้วยหัวใจว่างเปล่า