วันที่ : 24 ธันวาคม 2550
ชื่อตอน (chapter) : H&H : บทที่ 8 จิ้งจอกเผยโฉม

Heaven and Hell

บทที่ 8 จิ้งจอกเผยโฉม

            สายลมอุ่น ๆ ในยามบ่าย หอบพัดเอากลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้นานาพันธุ์ที่ขึ้นอยู่รายรอบกกต้นจามจุรีขนาดใหญ่บริเวณสนามหญ้าหลังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเดอร์ลุกซ์ ที่นั้นมีโต๊ะม้าหินอ่อนสีขาวตั้งอยู่สองตัวให้พักผ่อนหย่อนใจ ชาร้อน ๆ สามที่ถูกยกมาเสิร์ฟ

            ชายหนุ่มสองคนหยิบมันขึ้นมาจิบเพียงเล็กน้อยอย่างระแวดระวัง สายตายังคงจับจ้องไปยังหญิงสาวที่นั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งอย่างสำรวจ

            ปากบางสีชมพูของสาวเจ้ายิ้มละไม ดวงตาคู่โตสีน้ำตาลมีประกายสดใสและลึกลับน่าค้นหาในคราวเดียวกัน ขนตาเป็นแพรหนากระพริบปริบ ๆ เป็นจังหวะน่าเอ็นดู คิ้วโค้งหมุนขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงถามถึงสายตาสองคู่ที่สำรวจตัวเธออย่างไม่เกรงใจ นิ้วมือเรียวขาวผ่องเผลอไผลขึ้นมาขมวดปลายผมสีน้ำตาลอ่อนดุจเส้นไหมทักทอที่ทอแสงเปล่งประกายยามต้องแสงอาทิตย์ยามบ่าย

            ราวกับผู้หญิงตรงหน้าเป็นนางอัปสรสวรรค์ในภาพเขียนของจิตรกรเลื่องเชื่อ ที่บรรจงแต่งแต้มให้เธอผู้นี้งดงามหาใครเปรียบได้

            “มองอะไรกัน” สาวน้อยยังคงยิ้ม

            “...”

            ยังไม่มีคำตอบจากชายสองคนตรงหน้า จนสาวน้อยหน้าหวานหมดความอดทน ตาสีน้ำตาลคู่สวยกรอกขึ้นฟ้า

            “นี่...เลิกจ้องสักที รู้อยู่ว่าสวย” 

            สติสตังค์ของทั้งคู่ที่ลอยละล่องไปตามกระแสลมราวต้องสาปถูกเรียกกลับคืนมา

            “ธ...เธอเป็นใครกันแน่” เบเซนที่เงียบอยู่นานเอ่ยขึ้นในที่สุด

            สาวน้อยมีท่าทีสงสัย คิ้วโก้งขมวดเป็นปมเล็กน้อย คอขาวระหงเอียงอย่างไร้เดียงสา “ฉันเป็นใคร?” เธอแสร้งทวนคำถามแถมหัวเราะคิกคักแต่ก็ยังคงไม่ตอบ มือเรียวเอื้อมไปหยิบถ้วยชามาแนบกับลิมฝีปากบางหวังจะลิ้มรสชาติชาอุ่นๆในถ้วยเล็กสีขาว

            รอยยิ้มพิมพ์ใจปรากฏขึ้นอีกครั้งเมื่อถ้วยชาถูกวางลง

            “คริสตัล ชายน์”

            เป็นคำตอบที่ไม่ค่อยถูกใจคนฟังนักสำหรับการรอคำตอบจากปากที่คุณเธอแกล้งถ่วงเวลาโดยจิบน้ำชา

            “เรื่องนั้นเรารู้แล้ว...แต่ที่สงสัยก็เป็นเรื่อง...” เอริออสหยุดพูดไปชั่วครู่ เขาไม่แน่ใจว่าควรจะพูดต่อดีไหม ทำให้เจ้าคนที่ขี้สงสัยที่สุดถึงกับต้องเอ่ยปากเอง

            “เรื่องที่เธอเคยขี้เหล่โคตร ๆ หน้าเยินสุด ๆ ชวนสยองทุกเมื่อที่มอง ... แล้วนี่อะไร มานอารายก๊านนนน” ตาสีน้ำเงินไล่สำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้าของคริสตัล “ไปร่ายมนต์บทไหนมา ก็รีบคลายมนต์แล้วกลับร่างเป็นยัยขี้เหล่ซะ”

            “โห...มันจะมากไปแล้วนะเบเซน เนี่ยคริสตัล ตัวจริงย่ะ” สาวน้อยเสียงแข็งประท้วงใส่

            “ถ้าอย่างนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกับเธอ” เอริออสสำรวจใบหน้าขาวนวล ที่พวงแก้มขึ้นสีชมพูดูน่ารัก จนทำให้นัยน์ตาสีฟ้าต้องหลบ เมื่อตาสีฟ้าสบกับดวงตาสีน้ำตาล

            “ก็นี่เป็นตัวจริงของฉัน ส่วนที่พวกนายเคยเห็น ฉันก็แค่ปลอมตัว”

            “??”

            “เธอหมายความว่าไง” นัยน์ตาสีฟ้าที่ยังคงพยายามหลบหนี ถามสาวน้อยตรงหน้า

            “ก็ฉันเคยบอกไปแล้วไงว่า...ถือคติ เด่นแล้วจะเป็นภัย แล้วโรงเรียนมัธยมก็เป็นสถานที่ที่เรียกได้ว่าอันตรายที่ซู้ดดดด ไม่ว่าจะเป็นพวกขี้อิจฉาเพราะมีคนหน้าตาดีกว่า หรือไม่ก็พวกอิจฉาเพราะว่าเรียนเก่งกว่า ฉันเคยได้ยินว่าพวกนี้นะ ใครดีใครเด่นกว่าไม่ได้ พี่ท่านเล่นยกพวกมาลุมสะกำ ฟังแล้วสยดสยอง และก็อย่างว่าอะนะ ฉันมันก็พวกสวยมีสมอง” คริสตัลเผลออมยิ้มยืดอกภาคภูมิใจ แต่แล้วก็กลับมานั่งสบาย ๆ ตามเดิมเมื่อสังเกตเห็นสายตาของพวกขี้สงสัยสองคนกำลังจับจ้องเธออยู่ “ทีนี้ฉันก็เลยปลอมตัว ไปหาเหล็กดัดฟันปลอมมาใส่ ขอบอกว่าเจ็บมากกินอะไรไม่สะดวกเลย ส่วนแว่นตาหนา ๆ กับผมเปียยุ่ง ๆ มันดูเข้ากันดี ฉันก็เลยทำให้ตัวเองดูขี้เหล่หน่อย ผสมกับแสร้งหัวขี้เลื่อยอีกนิด ชีวิตอยู่ในโรงเรียนจะได้รอดปลอดภัย”

            ถึงตรงนี้ทำให้สองผู้สงสัยเข้าใจมากขึ้น

แต่มีหลายอย่างที่คาใจทั้งเบเซนอยู่ อีกทั้งนาน ๆ ทีที่แม่จิ้งจอกผู้มากเล่ห์จะยอมเผยโฉมสักที มีหรือที่คนช่างสอดรู้อย่างเบเซนจะปล่อยให้หลุดมือไปได้

“ไหน ๆ เธอก็ลอกคราบแล้วอะนะ คิดว่าจะกลับไปเป็นยัยขี้เหล่อีกไหม คิดแล้วสยอง บรื้อ~” เบเซนทำท่าขนลุก มือลูบแขนตัวเองไปมา

คริสตัลครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ “คงไม่แล้วละ ไหน ๆ ช่วงนี้ฉันก็ตกเป็นกระทู้คนดังไปแล้ว คิดว่าปลอมตัวไปคงไม่มีประโยชน์อะไร อีกอย่าง...เหล็กดัดฟันมันเจ็บ ฉันกินอะไรไม่ค่อยสะดวก แหะ ๆ” มือเรียวยกขึ้นมาลูบท้ายทอยแก้เขิน มีเสียงหัวเราะจากทั้งสองทูตต่างแดน

คิด ๆ แล้วก็ขำ จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ยอมลอกคราบกลับเพราะห่วงกิน!!     

ตลอดบ่าย ณ สนามหญ้าใต้ต้นจามจุรี สหายสามคนนั่งคุยกันอย่างครื้นเครงโดยไม่ได้มีทีท่าว่าจะหยุดการสนทนา การเปิดอกพูดคุยตามประสาเพื่อนเป็นครั้งแรกของกลุ่ม ทำให้ได้รู้ว่าจริง ๆ แล้วสาวน้อยผู้นี้กลับไม่ได้ดูน่ากลัว หรือมากด้วยเล่ห์เพทุบาย ตามสมยานาม ‘นางจิ้งจอก’ ตามที่สองทูตผู้มาจากต่างแดนตั้งให้แต่ประการใด เธอก็เหมือนเด็กสาวธรรมดาทั่วไป ที่มีทั้งความสดใสร่าเริง อารมณ์ขัน และเสียงหัวเราะ ถึงบางครั้งจะเอาแต่ใจไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำให้เพื่อนทั้งสองคนเดือดร้อนอะไรมากนัก

“รู้ไหมฉันน่ะ อยากจะเรียนสายวิทย์ใจจะขาด  เป็นเด็กกำพร้าแต่ก็อุตส่าห์สอบชิงทุนได้ แต่ดั๊นนนนได้อยู่สายพิเศษ คิดดูดิ! ซวยชัดๆ” คริสตัลบ่นอุบ

“โอ๊ยแม่คู๊ณณ...ไอ้ที่ซวยน่ะ พวกฉันมากกว่า ที่ดันมาอยู่กลุ่มเดียวกับเธอ” เบเซนเบ้หน้าส่ายหัวไปมา

“แล้วที่แย่กว่านั้น โดนเธอจับได้นี่สิ ซวยของแท้” เอริออสว่าบ้าง

“คิก คิก...ก็พวกนายน่ะ ทิ้งหลักฐานไว้โทนโท่ ใครจะไปจับไม่ได้เล่า”

“หลักฐาน?” สองเสียงเอ่ยประสานแทบจะเป็นเสียงเดียวกัน

“อืม...ก็ผงเงินผงทองที่ติดอยู่ที่ตัวพวกนายเมื่อหลายอาทิตย์ก่อนน่ะสิ พอดีฉันอ่านเจอในตำราเก่า ๆ ของอาจารย์มิเรนด้า มันเขียนบอกถึงยมทูตที่ใช้ผงทองเป็นประตูเข้าออกนรก ส่วนทูตสวรรค์ก็ใช้ผงเงินเป็นตัวเข้าออกสวรรค์ ตอนแรกฉันก็ว่ามันค่อนข้างจะไร้สาระอยู่ แต่พอประติดประต่อเรื่องราวดี ๆ ไอ้ที่โรงเรียนนี้มันมีสายพิเศษ จะว่าไปมันก็ทะแม่งๆอยู่ แล้วอีกอย่างยังมีเวทย์มนต์ คาถา การต่อสู้ แล้วก็โจทย์แปลก ๆ คิดไปคิดมามันก็คงไม่แปลกหากว่าจะมียมทูตกับทูตสวรรค์มาเดินป้วนเปี้ยนในโรงเรียนประหลาดนี้...”

“ไอ้ที่เธอว่าแปลก ๆ เรื่องเวทย์มนต์ คาถา น่ะ ตัวเธอก็ทำได้ไม่ใช่หรือไง อย่างเมื่อวาน เธอยังสร้างเกราะกำบังเวทย์ของเอริออสมันได้เลย” 

“อันนั้นน่ะ มันฟลุ๊ก...” คริสตัลหัวเราะ แหะ ๆ เธอไม่กล้าที่จะพูดอะไรต่อ

เอริออสหมุนหัวคิ้วเข้าหากัน ใบหน้าคมคายฉายความสงสัยเพราะเวทย์ที่เขาร่ายใส่เธอไปเมื่อวานเป็นเวทย์ไฟ ซึ่งเป็นหนึ่งใสสี่เวทย์ธรรมชาติ ที่ประกอบด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ โดยเฉพาะเมื่อจอมเวทย์แห่งสวรรค์ระดับเขาเป็นคนร่ายใส่ถึงแม้ว่าวันนั้นเขาจะออมมือไปบ้าง แต่ว่าคาถากำบังพื้นฐานทั่วไปก็ไม่สามารถจะป้องกันได้ง่ายขนาดนั้น ถ้าหากไม่ได้รับการฝึกฝนมาจนชำนาญ “หมายความว่าไง ที่ว่าฟลุ๊ก” 

“...ฉันก็อ่านเจอในตำราฝึกเวทย์พื้นฐานน่ะ พอดีฉันคิดว่าเวทย์อันนี้มันมีประโยชน์ดี เผื่อเอาไว้ยามฉุกเฉินตอนที่พวกแม่แฟนคลับของพวกนายหมั่นไส้ฉันขึ้นมา เกิดวิ่งมารุมกระทืบฉัน แล้วฉันไม่มีอะไรป้องกันตัวเลยก็แย่อะดิ”

 “ความคิดเธอนี่มันเยี่ยมยอดจริง ๆ ฝึกเวทย์ไว้ป้องกันคนรุมกระทืบ เบเซนประชดประชัน แถมส่ายหัววืด

“แหม...ฉันมันก็พวกรักตัวกลัวตายนะยะ” มีเพียงเบเซนกับคริสตัลเท่านั้นที่หัวเราะขบขันในความคิดของแม่สาวคนนี้นัก

“...”คิ้วบนหน้าตาคมคายของทูตสวรรค์ขมวดเข้าหากันมากกว่าเดิม ในสมองเต็มไปด้วยข้อสงสัยอีกมากมายแต่เขากลับเก็บเอาไว้ไม่ได้ถามออกไป

“อีกอย่างหนึ่งที่พวกนายยังไม่รู้ รับรองได้เลยว่านายทั้งคู่ต้องตาค้างพูดไม่ออกบอกไม่ถูกแน่ หึหึ” คริสตัลแย้มให้เพียงเห็นไรฟันสีขาวสะอาดเรียงตัวสวย ที่ตอนนี้ไม่มีเหล็กดัดฟันสีชมพูมารบกวนให้ชวนขนลุกขนพองอีก เธอหลับตาลงตั้งสมาธิอยู่ชั่วครู่

และแล้ว........

สิ่งที่เห็นตรงหน้าก็ทำให้เพื่อนสองคนแปลกใจเป็นยิ่งนัก เบเซนถึงกับผงะถอยอย่างตกใจ พูดอะไรไม่ออกเหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่ลำคอชั่วครู่

“เฮ้ยเขาอุทานสุดเสียง

มีเพียงเอริออสที่ยังตีหน้าเฉย ซึ่งทูตสวรรค์อย่างเขาเองก็แปลกใจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

“เธออยู่ไหนคริสตัล” เบเซนเอื้อมมือไปควานหาสาวน้อยที่เคยนั่งอยู่ตรงหน้า แต่บัดนี้เธอกลับหายไป! 

ใช่! 

เธอหายไปเสียดื้อ ๆ  ไม่มีแม้กายสัมผัส ราวกับเธอกลายเป็นเนื้อเดียวกับอากาศธาตุตรงหน้า เบเซนลุกจากเก้าอี้ แล้วเดินไปยกเก้าอี้ที่คริสตัลเคยนั่งตรงหน้าเขาขึ้น

“เหวอ!!!” เสียงของคริสตัลดังจากบนเก้าอี้ที่ตอนนี้ถูกเบเซนยกลอยคว้างในอากาศ

“นายจะทำอะไรน่ะ วางฉันลงนะ” เบเซนรีบวางเก้าอี้ลงอย่างว่าง่าย เข้าสำรวจเก้าอีกอีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่า คริสตัลเองก็ไม่ได้นั่งอยู่บนนั้น เข้าเอื้อมมือไปอีกครั้ง แต่ที่นั่งตรงนั้นก็ยังคงเป็นเพียงอากาศ

“เธออยู่ไหนกันแน่” มือของเจ้าคนตาสีน้ำเงินยังคงควานหาไม่เลิก

“เธอก็นั่งอยู่ตรงนั้นเหมือนเดิมนั้นแหละ” เป็นเสียงจากเอริออสที่เฉลยแทน แต่มันไม่ได้ช่วยให้เบเซนหายสงสัยได้เลยสักนิด เขายิ่งควานหาหมายจะเจอร่างของสาวน้อยที่หายไป

“ไหนฟะ ก็เห็นว่าหายไปเนี่ย” เจ้าคนความอดทนต่ำบ่น

“เลิกเล่นสักทีคริสตัล” เอริออสเริ่มจะเซ็งกับพวกดีแต่ใช้กำลัง แต่กลับบริหารสมองไม่ได้เรื่องเลยสักนิด

ไม่นานคริสตัลก็ปรากฏตัวบนเก้าอี้ตัวเดิมที่เธอเคยนั่งก่อนที่จะหายตัวไป

เบเซนมองด้วยความตื่นตะลึง  “เจ๋งโคตร  มือตบผางอย่างถูกใจ “หายตัวได้ แถมยังไม่หายไปเปล่า ๆ มันกลืนเข้าไปกับอากาศด้วย เยี่ยม ๆ ๆ”

คริสตัลเพียงยิ้มรับกับคำชมเชย “ก็ง่าย ๆ ไม่ค่อยเจ๋งเท่าไรหรอก” เธอถ่อมตัว

“ฉันว่าไม่ง่ายหรอกนะคาถาล่องหน ทำได้นี่ถือว่าเก่งแล้ว”เอริออส กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่จริง ๆ แล้วเขานึกชมเชยคริสตัลอยู่ไม่ใช่น้อย ผู้หญิงคนนี้มีดีกว่าที่เห็นเพียงหน้าตา

“ว่าแต่...เธอมีความสามารถอื่นอีกป่าว แบบที่เจ๋งกว่านี้อ่ะ ขอแบบโชว์ออกมาปุ๊บ! จอมเวทย์ผู้ยิ่งหย่ายข้าง ๆ มันตาค้างไปเลยน่ะ” เบเซนที่อยากรู้อยากเห็นตามนิสัยไม่วายแขวะเอริออส

“อืม...ที่อ่านจากตำราเก่าๆของอาจารย์มิเรนด้าก็มีแค่นี้แหละน๊า...” สาวน้อยครุ่นคิด ใช้มือเรียวจับปลายผมสีน้ำตาลขึ้นมาพันเล่นอย่างเผลอไผล

“หมายความว่า...ไอ้ที่โชว์เมื่อกี้ก็อ่านล้วน ๆ อะดิ”

“ใช่เลย

เบเซนได้ฟังถึงกับอ้าปากค้าง

“แล้ว...ความสามารถอื่นล่ะ” นัยน์ตาสีฟ้ามองมายังเธอหมายจะคาดคั้นคำตอบ

“เวทย์รักษา ฉันทำให้แผลหายได้นะ เนี่ยเวทย์ก้นหีบเลย”

ดวงตาสีน้ำเงินฉายแววผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด “โธ่...ไอ้เราก็นึกจะวิเศษวิโส แค่เวทย์รักษากระจอก ๆ อะนะ

คริสตัลหันควับไปยังเจ้าคนปากเสีย

“โอ๊ะ...โทษที” ยมทูตตะครุบปากตัวเองแทบไม่ทัน

แม้จะรู้สึกผิดหวังไปบ้างที่เวทย์ประจำตัวชุดสุดท้ายของคริสตัลไม่ได้อลังการงานสร้างแบบที่คิดไว้ แต่สำหรับการเปิดใจคุยกันของผองเพื่อนทั้งสามคนก็ทำให้ความรู้สึกตรึงเครียดจากสถานการณ์โดนเปิดโปงฐานะของสองทูตจากนรกและสวรรค์ผ่อนคลายลงไปได้เยอะ  และไม่ได้คิดจะตั้งแง่เป็นศัตรูคอยระแวดระวังกันอีกเหมือนเคย ตราบใดที่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ได้ก้าวก่ายงานของกันและกัน ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ไม่ข้องเกี่ยวกัน การรักษามิตรภาพเอาไว้ให้สงบสุขเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะจึงเป็นเรื่องที่ดีที่สุดในตอนนี้

อาทิตย์สีส้มดวงกลมโตเคลื่อนคล้อยใกล้ลาลับขอบฟ้าไปทุกที บนฟากฟ้ายามนี้ค่อยๆ แทนที่ไปด้วยดวงดาวพราวระยับ และพระจันทร์เต็มดวง

ตาคู่สวยสีน้ำตาลเหม่อมองภาพเหล่านั้น เธอปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับภาพอันแสนงดงามเบื้องหน้า รอยยิ้มปรากฏบนมุมปากเรียวสวย ยามนี้เธอกำลังมีความสุขที่สุด เธอได้เพื่อนสนิทมาถึงสองคน แถมยังไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป เพราะทั้งคู่เป็นถึงยมทูตและทูตสวรรค์ที่หน้าตาหล่อเหลาเอาการ

แต่มีความจริงข้อหนึ่งที่เธอก็รับรู้อยู่ตลอด หากมีพบก็ต้องมีจาก ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่มีวันเลิกรา เธอมองไปยังเพื่อนทั้งสองที่เดินมาเคียงข้างก็รู้สึกใจหายขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะรู้จักได้แค่ไม่นาน แต่กลับรู้สึกถูกชะตาและผูกพันกับคนทั้งคู่เสียมากมาย

“นายสองคนจะไปจากที่นี่เมื่อไรหรอ” ในที่สุดคริสตัลก็เอ่ยขึ้น หลังจากให้ความเงียบเข้ามาโรยตัวอยู่เนิ่นนานตลอดเส้นทางกลับโรงเรียนมัธยมดิออร์

ตาสีฟ้าสบกับตาสีน้ำเงินเพียงชั่วครู่ก่อนตอบ “เมื่องานเสร็จ” เอริออสยังคงตีหน้าเรียบไม่ได้แสดงอาการอะไรออกไป

“ก็ว่าจะให้งานเสร็จก่อนเหมือนกัน แล้วกะว่าจะเที่ยวเล่นต่อสักสองสามสัปดาห์” เบเซนผิวปากฟิ้วสบายอารมณ์ เขาหวังให้งานสำเร็จโดยเร็วเหมือนกัน ถึงแม้จะรู้สึกเสียดายที่ต้องจากกัน แต่ก็ดีกว่าที่จะต้องมาติดเหง็กอยู่ที่นี่ แถมต้องมานั่งเรียนอะไรน่าเบื่อทุก ๆ วัน ขืนถ้าอยู่นานกว่านี้เขาคงจะบ้าตายเป็นแน่

“ไอ้งานที่ว่าของพวกยมทูตกับทูตสวรรค์คงไม่พ้นมารับดวงวิญญาณ...หวังว่าคงไม่ใช่วิญญาณฉันนะ” คริสตัลถอยห่างอย่างระแวดระวัง เพราะถึงอย่างไรเธอก็ยังอยากจะอยู่ดูโลกสวย ๆ ใบนี้ต่อไปอีกนาน

“...” ไม่มีเสียงตอบจากสองทูตต่างแดน ซึ่งต่างก็ไม่ได้ตอบและหันไปมองที่อื่นแทนเป็นการหลบเลี่ยง

“เอ...หรือว่าจะไม่ใช่มารับวิญญาณ สงสัยงานนี้พวกนายต้องเล็งเป้าหมายเดียวกันแน่ ๆ เลย” รอยยิ้มแสนเจ้าเล่ห์ปรากฏเมื่อรู้ทันคนทั้งคู่ แต่ไม่ทันที่สองทูตจะไหวตัวมาปิดปากเธอไว้ได้ทัน ความลับของคนทั้งคู่ก็โดนปูดออกมาอีก

“อาฮะ...อาคารเรียนวิทยาศาสตร์ คริสตัลดีดนิ้วดัง ป๊อก! “ฉันกะแล้วเชียว เห็นพวกนายไปด้อม ๆ มอง ๆ แถวอาคารเรียนวิทยาศาสตร์ตั้งแต่วันแรก ๆ ว่าแล้วต้องมีอะไรแปลก ๆ”

ซวยอีกแล้ว

ทำไมวันนี้มันถึงซวยซ้ำ ซวยซ้อนอย่างนี้

เอริออสถึงกับกุมขมับ ส่วนเบเซนอยากจะเอามีดสั้นที่พกขึ้นมาแทงกล่องเสียงของแม่สาวเจ้าปัญหานัก  ทั้ง ๆ ที่ทั้งคู่กะว่าจะไม่ก้าวก่ายงานของกันและกัน แต่นี่ดันต้องมาทำงานที่ได้รับมอบหมายเหมือนกัน แล้วนี่เขาทั้งคู่จะทำอย่างไรดีละเนี่ย

คริสตัลเห็นเพื่อนสองคนมีสีหน้าเครียด ๆ อย่างผิดสังเกต จึงถาม

“แย่จริงเชียว...งานเดียวกันจริง ๆ สินะ”

รู้แล้วยังจะถามอีก จะตอกย้ำไปถึงไหนแม่คู๊นนนน สองทูตตะโกนก้องในใจหมายจะให้ได้ยิน แต่ต้องรักษาฟอร์มเอาไว้เมื่ออีกฝ่ายกลับไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านกับคำพูดของตนเลยแม้แต่น้อย

“ไม่ต้องเครียดหรอกน่า...ไหน ๆ ก็งานเดียวกัน นายสองคนก็ร่วมมือกันสิ แล้วพอจบงานก็หารสอง แฟร์จะตาย”

“ไม่ ฉันขอปฏิเสธ” เอริออสว่าพลางส่งสายตาดุมายังคนเจ้าความคิด

“ฉันก็ม่ายเอาด้วยหร็อก ถึงจะยังหาทางเข้าไม่ได้ แต่ฉันก็ขอทำด้วยตัวเองดีกว่า” เบเซนกอดอกหยิ่งในศักดิ์ศรี

“โอ๊ย!! พวกนายนี่ จะอะไรกันนักหนา เพื่อนกันก็ต้องช่วยกันสิ” คริสตัลเริ่มโวยวาย “แล้วอีกอย่าง...งานนี้มีมหาปราชญ์อย่างฉันเป็นคนวางแผนให้ รับรองว่างานสำเร็จไม่มีปัญหา ของก็หารเท่า ๆ กัน สนไหม ๆ” เจ้าหล่อนแยกเขี้ยวสวยอย่างภาคภูมิ

สองทูตต่างแดนส่ายหัววืด

“ม่ายยยยย”

ขืนให้แม่คนนี้มีเอี่ยว มีหวังงานนี้ยุ่งแน่!

 

           

 สำหรับ Heaven and Hell ตอนที่ขาดหายไป ตามอ่านได้ที่ Link ข้าง ๆ ค่ะ

<<<<<

 

 

 

 

 

 

เขียนโดย Mulie : 2007-12-24 00:25:42

/1