วันที่ : 3 กุมภาพันธ์ 2551
ชื่อตอน (chapter) : H&H : บทที่ 22 เกาะลอยน้ำ

Heaven and Hell

บทที่ 22 เกาะลอยน้ำ

        ถังบรรจุน้ำจืดสะอาดถูกลำเลียงขึ้นเรือเป็นอย่างสุดท้ายโดยผู้โดยสารทั้งห้าคน ทำให้ห้องนอนใต้ท้องเรือต้องกลายไปเป็นห้องเก็บเสบียงจำนวนมหาศาลที่สามารถหล่อเลี้ยงพวกเขาไปได้เกือบสามเดือนไปโดยปริยาย เหล่าผู้เดินทางเลยจำใจต้องยัดตัวเองลงไปนอนในห้องใต้ท้องเรือร่วมกับเสบียง

     เที่ยงวันกัปตันสวอนและเรฟก็กลับมาพร้อมด้วยเข็มทิศเก่า ๆ ดูเขาตกใจอยู่ไม่น้อยที่เห็นเสบียงขนาดมหาศาล แต่ก็ต้องจำใจให้ขนขึ้นเรือเพราะอย่างน้อยมีกินย่อมดีกว่าอดตาย

     กัปตันสวอนใช้เวลาครึ่งวันที่เสียไปแลกมาด้วยเข็มทิศสนิมจับหนึ่งอัน

     ไลล่ามองเจ้าเข็มทิศสนิมจับในมือกัปตันสวอนอย่างชั่งใจ “มันยังใช้งานได้แน่หรอ”

    “ได้สิ ข้าได้มาจากเพื่อนเก่า มันเป็นของในตำนานเลยนะ”

    “หรอ...แล้วเข็มทิศในตำนานเนี่ย มันจะบอกทางไปเกาะลอยน้ำงั้นสิ” 

     “ก็ไม่ขนาดนั้น...มันแค่บอกทิศเหนือใต้ออกตก”

     “อ้าว ทุกคนทำหน้าผิดหวัง

     “โถ ๆ ไม่ต้องกังวลหรอก เพื่อนข้าบอกวิธีไปเกาะมาแล้ว แต่เรื่องนี้ต้องอาศัยดวง” กัปตันลูปเคราอย่างเผลอไผล

     คำถามมากมายปรากฏบนหน้าของเหล่านักเดินทาง แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ถาม กัปตันก็ชิงบอกเสียก่อน

     “ว่ากันว่าเกาะลอยน้ำมันจะลอยไปเรื่อย ๆ ไม่มีหลักแหล่งแน่นอน ถ้าคิดจะไปก็ต้องล่องเรือลงใต้ไปเรื่อย ๆ ประมาณครึ่งเดือน ถ้าเราโชคดีเจอกลุ่มหมอกแถว ๆ นั้นก็แปลว่าเราเจอเกาะ”

     “แล้วไงต่อ” คริสตัลเกาหัวแกรก ๆ

     “แล้วไงต่อน่ะหรอ อันนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับดวงของพวกเจ้า...ข้าว่าอย่าเพิ่งกังวลอะไรให้มากนักเลย หากลุ่มหมอกปากทางเข้าเกาะให้เจอเสียก่อนเถอะ”

     “ทำไมหนทางมันยุ่งยากอย่างนี้ฟะ” เบเซนบ่นอุบตามนิสัย

     นาล์ฟตบไหล่เขาเบา ๆ ด้วยท่าทียิ้มแย้ม “ถ้ามันไปง่าย ๆ ใคร ๆ ก็ไปถึงสิ” 

---------

     เรือเก่าลำเล็กบรรทุกผู้โดยสารมาทั้งหมด 7 คน โดยหนึ่งในนั้นมีกัปตันสวอนเป็นผู้บัญชาการเรือ ที่เขาปลื้มอกปลื้มใจหนักหนาว่าเรือลำเล็กโทรม ๆ ลำนี้เป็นเรือในตำนานที่มีประวัติอันน่าทึ่ง

     ผ่านมาร่วม ๆ ครึ่งเดือนแล้วที่พวกเขาต้องติดอยู่บนเรือเล็ก ๆ ลำนี้ วัน ๆ ไม่ได้ทำอะไรมากนักนอกจากมองท้องฟ้า ผืนน้ำ และนกนางนวล เวลากลางวันทะเลช่างสงบเงียบอากาศสดใส แต่ว่าในช่วงยามราตรี เมื่ออาทิตย์ลาลับที่ปลายขอบฟ้า ทุกคนรู้ดีว่าพายุลูกใหญ่กำลังจะมา ทะเลที่เคยสวยใสกลับกลายเป็นดั่งขุมนรก คลื่นใหญ่ถาโถมปะทะเข้ากับเรือลำเก่าด้วยความบ้าคลั่ง มันไม่ยอมหยุดจนกว่าจะใกล้รุ่งสาง กัปตันสวอน และเรฟต้องทำงานหนักทุกคืนเพื่อที่จะประคองเรือให้รอดปลอดภัยจนกว่าจะถึงยามเช้า

     แต่ในรุ่งสางวันนี้กลับหาเป็นดังเช่นทุกวันไม่ พายุที่จู่โจมเรือเมื่อค่ำคืนใกล้สลายตัวไปแล้ว แต่ว่าในเช้านี้แสงอรุณรุ่งกลับหดหายไม่ขึ้นมาทักทาย บรรยากาศโดยรอบดูอึมคึม ไม่สดใสเหมือนทุกวัน

     เอริออสมักเป็นคนแรกที่ตื่นขึ้นในตอนเช้า เขาขึ้นมาทักทายกัปตันสวอนบนดาดฟ้าเรือดั่งเช่นเคย

     “อรุณสวัสดิ์...ทำไมวันนี้พระอาทิตย์ไม่ทำงานเลยกัปตัน” ตาสีฟ้าแหงนมองบนฟากฟ้า

     “ข้าว่าเราคงเข้าเขตหมอกหน้าเกาะลอยน้ำแล้วล่ะ”

     เอริออสพยักหน้าเป็นเชิงรับ “อีกนานไหมกว่าจะผ่านเขตหมอก”

     “ข้าไม่แน่ใจ แต่...มีเรื่องหนึ่งที่พวกเจ้าควรจะรู้ไว้ก่อน”

     คิ้วของทูตสวรรค์ขมวดเป็นปมด้วยความสงสัย “เรื่อง?”

     “อืม...ม...ข้ายังไม่ได้บอกว่า เกาะลอยน้ำถูกลงอาคมไว้ ไม่มีเรือลำไหนเทียบท่าได้นอกจากเรือของพวกเซนเทอร์ ดังนั้นถ้าเห็นเกาะเมื่อไร ทางเดียวที่จะขึ้นเกาะได้ก็คือว่ายน้ำไปเอง”

     “...”

     “หา!!!! พูดจริงดิ” 

คริสตัลหน้าเหวอทันทีที่ได้รับข่าวดีจากเอริออส เธอไม่อยากคิดสภาพตัวเองเลยว่าจะลำบากลำบนแค่ไหนที่ต้องหอบหิ้วสังขารว่ายน้ำไปเกาะ แล้วด้วยแรงของเธอจะไปถึงเกาะนั้นได้อย่างไรกัน ในเมื่อเธอเองก็ไม่ใช่นักว่ายน้ำทีมชาติสักหน่อย

     “กลัวหรือไง” เบเซนชะโงกหน้ามายิ้มเยาะ

     คริสตัลเชิดหน้าหวาน ๆ ขึ้นด้วยความอวดดี “ใครบอก แค่นี้สบายมาก”

     “เออ ๆ จะคอยดู อย่าหมดแรงกลางทางก็แล้วกัน ระวังฉลามมันจะคาบไปกิน” ยมทูตตัวดีขู่เธออย่างนึกสนุก

     คริสตัลยังคงรักษามาดไว้ เธอหลบมาทางด้านท้ายเรือ ตาคู่สวยสีน้ำตาลมองทะเลด้วยความวิตก เสียงถอนหายใจเบา ๆ ดังมาจากในลำคอ

     “ถ้าเธอหมดแรงกลางทาง ฉันจะหิ้วเธอเข้าฝั่งเอง” 

     สาวน้อยหันมาหาเจ้าของเสียงที่คุ้นเคย เธอจ้องไปที่ใบหน้าที่แสนเย็นชาราวรูปสลักของเอริออส

     รอยยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏบนมุมปากของหน้าหวาน ๆ “ขอบคุณที่เป็นห่วงนะ” เธอขยับเข้ามาใกล้ ๆ แล้วจ้องกลับมาที่เขา หวังที่จะหาความจริงบางอย่างจากดวงตาสีฟ้า

     “ไม่เป็นไร...ฉันแค่ทำตามหน้าที่สุภาพบุรุษ” เขาตอบเรียบ ๆ

     “หรอ เธอพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน

“งั้นก็ขอบคุณในความเป็นสุภาพบุรุษแล้วกัน...แต่พอดีฉันไม่ใช่สุภาพสตรีที่จะต้องมาคอยให้ดูแล ดังนั้น ไม่ต้อง

คริสตัลเดินกระทืบเท้าปึงปัง วิ่งกลับไปในห้องเสบียงด้านล่างด้วยความหงุดหงิด โดยที่เธอก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องรู้สึกไม่พอใจขนาดนี้ด้วย

ร่างบางชนเข้ากับเบเซนที่สวนออกมาด้วยความไม่ตั้งใจ เธอลมลงนั่งจ่ำเบ้ากับพื้น

    “เอ้า!! เป็นไรหรือเปล่า” เบเซนยื่นมือออกมาฉุดเธอขึ้น

    คริสตัลปัดมือออก หน้าหวาน ๆ งอง้ำด้วยความไม่สบอารมณ์

“ไม่ต้อง! ฉันลุกเองได้” ร่างบางยันตัวขึ้น ใบหน้าเชิดขึ้นอย่างยโส  “ไม่ต้องมาเป็นสุภาพบุรุษ ฮึ สาวน้อยเดินจ่ำ ๆ ลงไปข้างล่างทิ้งให้เบเซนผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ยืนเกาหัวแกรก ๆ

     “เป็นอะไรของเขาฟะ...ผู้หญิงเข้าใจยากเจง ๆ วุ้ย” เบเซนพูดอย่างเซ็ง ๆ พรางหันมาทางเอริออส

     ทูตสวรรค์แสนเย็นชาไหวไหล่เป็นเชิงเห็นด้วย

     เบเซนเดินเข้ามาพิงกับราวกั้นของเรือ ตาคู่สีน้ำเงินเพิ่งมองผ่ากลุ่มหมอกหนาที่โอบล้อมเรือไว้ทุกทิศทาง ยามนี้บรรยากาศชวนให้ขนลุกชอบกล ทั้ง ๆ ที่เป็นเวลาเช้าแล้วก็ตาม แต่กลับไร้ซึ่งแสงอาทิตย์ เขาถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย

     “นายว่าเราจะติดอยู่ที่นี่อีกนานไหม”

      “...” เอริออสไม่ตอบอะไร ตาคู่สวยสีฟ้ากำลังใช้สมาธิเพื่อสังเกตอะไรบางอย่างที่อยู่ริบ ๆ ในสุดสายตา เพียงอึดใจ เขาก็สะกิดให้เบเซนมองอะไรบางอย่างที่ปรากฏอยู่หลังม่านหมอก

      “เกาะ!!” เบเซนอุทานด้วยความดีใจ “เฮ้!! เจอเกาะแล้วทุกคน”

      เหล่าผู้โดยสารต่างกรูกันออกมาที่ดาดฟ้า หมอกหนาเริ่มจางลง เผยให้เห็นแสงอาทิตย์ในยามสายที่สาดส่องเข้ามา ภาพจาง ๆ ของเกาะในม่านหมอกเริ่มเด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ

      กัปตันสวอนพยายามพาเรือลำเล็กแล่นเทียบท่าที่เกาะอยู่หลายรอบแต่ก็ไร้ผล พวกเขาวนรอบเกาะอยู่นาน จนกัปตันสวอนถึงกับถอดใจ

     “ข้าว่า...พวกเจ้าต้องโดด” 

      คริสตัลมองลงไปในน้ำทะเลใสอย่างช่างใจ เธอแอบกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ลงลำคอ “โดดก็โดดสิ” สาวน้อยตัดสินใจเด็ดเดี่ยว

    “ถ้างั้นเธอก็ไปก่อนดิ” 

“กรี๊ด 

เบเซนใช้มือหนาผลักร่างบาง เสียงน้ำทะเลเบื้องล่างแตกกระเซ็นดังตูมใหญ่ตามร่างที่แหวกว่ายลงไป

คริสตัลโผล่พ้นขึ้นจากมหาสมุทรด้วยท่าทีเดือดดาน ดวงตาสีน้ำตาลจ้องมองยมทูตตัวดีที่ยืนยิ้มหน้าระรื่นด้วยความขุ่นเคือง

     “มันจะมากไปแล้วนะ” เธอร้องตะโกนกลับ

     “ไม่มากหรอก แค่ว่ายน้ำเอง” เขายิ้มเยาะด้วยความสะใจ แล้วโดดตามเธอลงไปอีกคน

     เอริออสมองตามเจ้าเพื่อนสองคนอย่างปลงอนิจจัง เขาหันกลับมาทางกัปตันสวอน “ขอบคุณที่มาส่ง แต่คงต้องลากันเพียงเท่านี้” เขายิ้มเล็ก ๆ เป็นมารยาท

     “ไม่เป็นไร ถือว่าเป็นค่าตอบแทนที่ช่วยข้าจากพวกราชนาวี” หมวกกัปตันถูกถอดลงมา ค้อมศีรษะลงเป็นเชิงถ่อมตัว

     “ลาก่อน” สิ้นเสียง ทูตสวรรค์ก็โดดน้ำตามเพื่อนสองคนไป ทิ้งให้นาล์ฟและไลล่ากล่าวลากัปตันสวอนและเรฟด้วยความซาบซึ้ง ไม่นานนักสองคนนั้นก็กระโจนตามลงมา

------

     คริสตัลหอบหิ้วร่างบาง ๆ ที่เปียกมะลอกมะแลกไปทั้งตัวขึ้นมาบนหาดทรายสีขาวของเกาะลอยน้ำ เสียงหายใจปนหอบดังมาจากแม่สาวน้อยตัวดี เธอทิ้งร่างบนชายหาดด้วยความอ่อนล้า

     “แค่นี้ก็สิ้นฤทธิ์แล้วหรอ” เบเซนยืนกอดอกเยาะเย้ยอยู่บนหัว

     คริสตัลลุกพรวดขึ้นมาฝืนยิ้มด้วยท่าทีกระปี้กระเป้า “ใครบอก ฉันยังไหวย่ะ”

     “ถ้าไหวก็ไปกันต่อ” เอริออสกล่าวเรียบ ๆ ไม่ใส่ใจอะไรมาก เขาออกเดินนำคนอื่น ๆ เข้าไปในป่าโดยไม่รีรอ ทำเอาแม่สาวน้อยถึงกับจ๋อยสนิท

     “ไหวไหม” นาล์ฟเข้ามาถามเธอด้วยความเป็นห่วง

     คริสตัลยิ้มแหย ๆ “สบายมั่ก” เธอกลั้นใจตอบ “แล้วไลล่าล่ะ เป็นไงบ้าง ยังไหวอยู่หรือเปล่า” 

     “ข้ายังไหวอยู่ แค่นี้ยมทูตอย่างเราไม่เป็นอะไรหรอก” ไลล่ายิ้มอย่างน่าเอ็นดู “ถ้าเจ้าไม่ไหวบอกข้าได้นะ ข้าน่ะแบกเจ้าไปได้สบาย”

     คริสตัลหัวเราะ แหะ ๆ  “ไม่เป็นไร” สาวน้อยกัดฟันออกเดินตามเพื่อนเข้าป่าไปเพราะอย่างไร เธอคงไม่ยอมให้คนท้องคนไส้ต้องมาแบกเธอไปแน่ ๆ ... รู้ถึงไหนอายไปถึงนั่น

     เธอรีบเร่งฝีเท้าให้ทันกับเพื่อนทั้งสองคน แต่ตอนนี้เธอเหนื่อยเกินกว่าที่จะฝืนให้เดินต่อไปได้ “พักเดี๋ยวได้ไหม” เธอต่อรองด้วยน้ำเสียงหวานปนหอบ

     เอริออสหันกลับมามองร่างบางที่ทรุดลงกับพื้นหญ้า

“ได้” 

ทูตสวรรค์แสนเย็นชาทิ้งตัวนั่งพักตาม ปล่อยให้เบเซนเดินเตร่ไปมาด้วยความหงุดหงิด

“หายเหนื่อยหรือยัง” เบเซนถามเป็นรอบที่ห้าในเวลาเพียงสามนาทีที่คริสตัลได้นั่งพัก

สาวน้อยพ่นลม พรืด! หน้างอง้ำด้วยความไม่พอใจ

“ยัง” เธอกอดอกไม่ยอมขยับ

เบเซนเบ้หน้าเล็กน้อย เขาเรียกดาบใหญ่ในมือออกมาวาดไปมาแก้เซ็ง ดาบใหญ่ในมือแหวกว่ายในอากาศอยู่เพียงสองสามกระบวนท่าเท่านั้น ก่อนที่เจ้าของของมันจะจ้วงแทงเข้ากับดอกไม้ใหญ่สีขาวข้าง ๆ

ฟู่!!

ละอองน้ำพ่นออกมาจากเกสรดอกไม้สาดใส่มาที่เบเซน

“เฮ้ย เขาอุทานด้วยความตกใจ เมื่อแขนเสือของเขาขาดวิ่นด้วยฤทธิ์น้ำกรด แขนเสื้อถูกกระชากออกก่อนที่น้ำกรดจะลุกลามจนกัดกินถึงชั้นผิวหนัง

เบเซนกระชับดาบใหญ่อย่างระแวดระวัง

“ทุกคน...ฉันว่าเราเจอปัญหาแล้วล่ะ” 

คนอื่นๆ ถอยกรูดเข้ามารวมกลุ่มอยู่ตรงกลางดงดอกไม้ยักษ์ ใบหนาสีเขียวโบกไปมาด้วยความท้าทาย เช่นเดียวกับเถาวัลย์หนามที่กวัดแกว่งฉวัดเฉวียนกลางอากาศ กลีบสีขาวของดอกไม้ยักษ์แปลเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม ตรงกลางที่เคยเป็นเกสรสวยเปิดอ้า เผยให้เห็นฟันแหลมคมนับร้อยซี่

คริสตัลทำหน้ามุ่ย เธอหันมาบ่นกับเบเซนอย่างหัวเสีย

“ฉันยังไม่หายเหนื่อยเลยนะ


ช่วงนี้ต้องทำรายงาน อาจมาอัพช้าโหน่ยนะจ๊ะ

เนื้อเรื่องดำเนินมาได้กว่าครึ่งเรื่องแล้ว อีกไม่นาน(มั้ง) คงจบ

สำนวนอาจแปลก ๆ ไปบ้าง เนื่องจากแต่งเป็นเรื่องแรก เฮ้อ~อ...ติชม กันได้นะจ้าจะได้นำมาปรับปรุงต่อปาย

ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามกันมาโดยตลอด

แค่นี้มีคนอ่านก็มีกำลังใจเขียนแล้วล่ะ ^_^

>>> Mulie <<<

 

เขียนโดย Mulie : 2008-02-03 10:04:08
คอมเมนต์ถูกปิด หรือ คอมเมนต์ได้เฉพาะสมาชิก
สมัครสมาชิก
ความคิดเห็นที่ 4
ตื่นเต้นมากเลยยยย
ขอย้ำอีกทีว่าชอบเอริออสมากกกก
หุหุ

เจ้าของร้าน
lllCaK3lll : 2008-05-11 00:01:18
ความคิดเห็นที่ 3
สุดยอดเลยอะ

นักชิมเย็นตาโฟว์
Boinggril : 2008-03-28 12:52:05
ความคิดเห็นที่ 2
สุดยอดไปเรย หนุกมาก

เจ้าของร้าน
Nu_MAY_Za_Jung : 2008-03-24 00:37:35
ความคิดเห็นที่ 1
สำนวนก้อโอเคแล้วล่ะจ้า
ถึงจาเปนเรื่องแรกแต่สุดยอดมากค่ะ
สุ้ๆๆ
( guest ! ) ... 2008-03-21 00:41:43