Nymph
บทที่ 5 ความเป็นมาของเรโฮ

แสงสว่างเจิดจ้ายามอรุณรุ่งเล็ดลอดผ่านม่านลูกไม้ สาดแสงเข้ามากระทบใบหน้างาม แพรขนตาหนาที่หลับพริ้มปรือขึ้นอย่างแช่มช้า เส้นไหมสีทองคลอเคลียพวงแก้มชมพูถูกรวบสางไปด้านหลัง ร่างบางลุกขึ้นบิดไล่ความงัวเงีย ดวงตาสีน้ำตาลใสคู่โตหันไปมองเพื่อนสาวที่นอนเตียงข้าง ๆ แต่กลับพบว่าที่ตรงนั้นว่าเปล่า
กิฟฟินน์เดินออกมาจากห้องน้ำในชุดเรโฮสีขาวสะอาด รอยยิ้มแสนสดใสยามเช้าของเธอทำให้ค่ำคืนแสนเหนื่อยล้ากลับมาเบิกบานได้อีกครั้ง
ตื่นเช้าจังนะ ไดอาร์ทักทายอรุณแรก ที่ได้อยู่ด้วยกัน
บอกแล้วว่าอย่านอนดึกก็ไม่เชื่อ แล้วเมื่อคืนกลับมากี่โมงกี่ยามกันล่ะ กิฟฟินน์ใช้แปรงสางเส้นผมสีเงินอยู่ตรงหน้ากระจก
น่าจะประมาณตี 3 ได้แล้วล่ะ จริง ๆ แล้วฉันเกือบจะทำให้ต้นจันทราออกดอกได้แล้วเชียว ถ้าไม่ติดที่ว่า... แล้วหมอนใหญ่ที่เคยใช้หนุนก็ถูกบีบแน่น กิฟฟินน์หันกลับมามองด้วยความแปลกใจ
ว่า? เธอซักไซ้ต่อ
ช่างเถอะ! ฉันไปอาบน้ำดีกว่า ว่าแต่คนอื่น ๆ เขาไปไหนกันหมดหรอ เธอมองไปรอบห้องใหญ่ แต่ละเตียงไม่มีแม้แต่เงาของเพื่อนรวมห้องที่เหลือเลย
ลงไปที่ห้องอาหารแล้ว ซึ่งถ้าเธอช้า ฉันก็จะไม่รอ กิฟฟินน์หันมาขู่ ได้ผล! ไดอาร์รีบผลุบเข้าห้องน้ำทันที เสียงน้ำไหลซู่ดังมาสักพักใหญ่ ไม่กี่นาทีถัดมา ร่างบางในชุดเรโฮก็กลับออกมาจากในนั้น
ไดอาร์ยิ้มเก้อ ๆ เขิน ๆ ให้อย่างรู้ทัน ไม่ต้องมองแบบนั้น ฉันยอมรับว่า ไอ้เนี่ย เรียกว่าวิ่งผ่านน้ำ
ก็ยังไม่ได้ว่าอะไรนี่
กิฟฟินน์หัวเราะขบขันเมื่อถูกเจ้าคนวิ่งผ่านน้ำดักคอได้ทัน
------
ห้องโถงกว้างที่เคยใช้รองรับผู้สมัครเป็นเรโฮกว่าครึ่งพัน ตอนนี้ถูกใช้เป็นสถานที่บรรยายภาคทฤษฏีให้แก่เหล่าเรโฮหน้าใหม่เพียงสิบคน โถงที่เต็มไปด้วยมนต์ขลังก็เหมือนจะถูกลงอาคมให้ดูน่าเกรงขามขึ้นกว่าเก่า
คุณ
...หลายคนอาจรู้มาว่า เรโฮ คือผู้ที่คอยรับใช้ธิดาเทพ แต่เหนือสิ่งอื่นใด เรโฮเป็นมากกว่านั้น ตามประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า เมื่อใดที่ปรากฏธิดาเทพที่นั่นจะต้องมีเรโฮ ดังนั้นเรโฮเปรียบเสมือนผู้คุ้มครองธิดาเทพในทุก ๆ ที่ ทุก ๆ เวลา... น้ำเสียงย้ำอยหนักแน่น ...ทุกคนพลิกหนังสือไปที่หน้า 136 ตรงนั้นมีเรื่องราวเกี่ยวกับเรโฮที่สำคัญ
ไรฝุ่นหน้าบนหน้าหนังสือฟุ้งกระจายตามแรงพลิก สาวน้อยมาดคุณหนูไอแค๊ก ๆ จนไดอาร์นึกหมั่นไส้ ตั้งกระพือฝุ่นไปทางแซมมัวร์มาก ๆ จนกิฟฟินน์ต้องรีบเอ่ยขอร้องให้เกรงใจคุณแอมแปร์ที่ยืนอยู่หน้าห้อง ไดอาร์จึงหยุดรายการสนุกลงได้
เหตุการณ์ครั้งสำคัญในการก่อตั้งวิหารและเรโฮมาจนถึงปัจจุบันนี้เริ่มจากเมื่อห้าร้อยปีก่อน ว่ากันว่าตอนนั้นเกิดภัยพิบัติไปทั่วอาณาจักรเอธาการ์ด พายุหิมะกระหน่ำลงมาจนดินแดนที่ได้ขึ้นชื่อว่าสรวงสวรรค์บนแดนดิน ดินแดนที่เคยเขียวชอุ่มถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโผลนไปทั่ว ตลอดสามเดือนแล้วที่ความหนาวเย็นกลืนกินทั่วทั้งอาณาจักร พืชพรรณถูกฝัง สิงห์สาราสัตว์ล้มตายเพราะความหนาว ผู้คนเริ่มอดยาก ทั่วทุกหนแห่งได้รับความเดือดร้อน จนกระทั่งราชาผู้แสนโง่เขลาแห่งฮีมารูนคิดจะลองดีกับธรรมชาติ...
มือเรียวชูขึ้นไหว ๆ จากแม่สาวน้อยจอมเจ้าปัญหา ไม่ถูกต้องค่ะ ราชาแห่งฮิมารูนดูจะเป็นราชาที่เข้าท่ากว่าราชาเมืองอื่น ๆ เสียอีก อย่างน้อยเขาก็คิดจะแก้ไขปัญหาให้ประชากร หนูว่าควรจะยกย่องเขาด้วยซ้ำ
คุณแอมแปร์ยังคงยิ้มกว้างมาให้ นั่นสิ เราควรจะยกย่องราชาผู้นี้ หากว่าการกระทำของเขาฉลาดกว่านี้ ราชาแห่งฮีมารูน ผู้ลุ่มหลงในพลังอำนาจเพียงน้อยนิดของตน ได้ริอาจรีดเร้นพลังเวทย์เพื่อหยุดพายุหิมะแต่ก็ทำไม่สำเร็จ ความผิดพลาดในครั้งนั้นก่อให้เกิดการไหวสะเทือนของแผ่นดิน ลาวาจำนวนมหาศาลปะทุออกมาคร่าชีวิตผู้คนนับหมื่น ที่อยู่ในแนวปล่องภูเขาไฟโดยเฉพาะเมืองฮิมารูน มารินและปิราน ได้รับผลกระทบนี้มากที่สุด นอกจากหิมะแล้ว ลาวาก็ได้ซ้ำเติมไม่สิ้นสุด บ้านเมืองถูกลาวาถล่มราบ พืชผลวอดวายเสียหายไม่อาจฟื้นคืน...อย่างนี้เธอยังอยากจะยกย่องราชาของฮิมารูนอยู่หรือเปล่าจ๊ะไดอาร์
ไดอาร์เพียงแต่ยิ้มเจื้อน ๆ นึกโทษปากตัวเองที่ไวกว่าความคิด
...ดังนั้นราชาเมืองมารินจึงทำการบวงสรวงกราบไหว้ฟ้าดิน อ้อนวอนให้เทพธิดานิมฟ์ (Nymph) ธิดาเทพผู้จิตใจอารีและเรโฮผู้พิทักษ์ลงมายังโลก โดยใช้พลังทั้งหมดทำให้ภูเขาไฟสงบลง ธิดาเทพสั่งให้เรโฮ ผู้พิทักษ์ที่ไม่เคยห่างกายเพียงเศษเสี้ยววินาทีไปทำให้หิมะทางตอนใต้ของเอธาการ์ดหยุดตก ส่วนทางเหนือของดินแดนท่านจะเป็นผู้ลงมือเอง จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ราชาใจทรามของฮีมารูนก็ลงมือสังหารธิดาเทพเพื่อช่วงชิงพลังอำนาจมาเป็นของตน...
โหดร้าย แซมมัวร์อุทานเสียงหลง เช่นเดียวกับบรรดาสาว ๆ เรโฮอีกหลายคนที่ต่างก็เห็นด้วย
ถ้าเพียงแต่ตอนนั้นเรโฮทำหน้าที่ผู้พิทักษ์ คอยอยู่เคียงข้างธิดาเทพ โศกนาฎกรรมอย่างนั้นคงไม่เกิด กิฟฟินน์เอ่ยขึ้นด้วยความหดหู่ นัยน์ตาสีเงินมีหยาดน้ำใส ๆ คลออยู่ก่อนที่จะแห้งหายไปเมื่อคุณแอมแปร์ชวนเข้าบทเรียนต่อ
ก่อนสิ้นใจ เทพธิดานิมฟ์ ได้เอ่ยคำ ๆ หนึ่งไว้...มีใครทราบไหมว่าประโยคนั้นมีว่าอย่างไร
หลายคนนิ่งเงียบ ก้มหน้าก้มตาเปิดตำราเก่าตรงหน้าเพื่อค้นหาคำตอบ ยกเว้นเสียก็แต่คนๆเดียวที่ไดอาร์คาดไว้ หญิงสาวที่เพียบพร้อมทั้งรูปร่างหน้าตาและสติปัญญา
วันใดที่เกิดแสงดาวจรัสฟ้า เราจะกลับมา เสียงกระซิบแสนแผ่วเบาดังมาจากกิฟฟินน์ ดวงตาสีเทาเหม่อมองนอกหน้าต่าง หวนคิดถึงช่วงเวลาแสนเนิ่นนานนั้น
คุณแอมแปร์ยิ้มกว้างมากกว่าเดิมอีกสามเท่า เก่งมากกิฟฟินน์
...และเมื่อสิ้นคำของเทพธิดานิมฟ์ ร่างกายอันบริสุทธิ์ก็แตกสลายกลายเป็นธุลีสีทอง ล่องลอยคืนสู่แดนสวรรค์ ด้วยความเสียใจ เรโฮผู้พิทักษ์จึงตั้งจิตอธิษฐานให้ได้ไปเกิดเพื่อคุ้มครองธิดาเทพเพื่อชดเชยความผิดพลาดที่เกิดขึ้น...
ใบหน้าแสนเศร้าของสาวน้อยเรโฮแต่ละคน ทำให้บรรยากาศในห้องเศร้าสลด ไม่เว้นแม้แต่รอยยิ้มที่สดใสตลอดเวลาของคุณแอมแปร์ก็พลอยหม่นหมองลงไปด้วย
หลังจากนั้น แต่ละเมืองจึงก่อตั้งวิหารเพื่อสักการะธิดาเทพ และเฟ้นหาเรโฮผู้พิทักษ์วิหารขึ้นมา ทำให้มีเรโฮมาจนถึงปัจจุบันนี้ ดังนั้นตำแหน่งเรโฮ จึงมีความหมายมากกว่าที่หลาย ๆ คนคิดว่าจะเป็นใบเบิกทางไปสู่ความมั่นคั่งในอนาคต...
ถึงตรงนี้ไดอาร์รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ ชอบกล เมื่อเจ้าตัวเองนี่แหละที่เป็นคนคอยอวดอ้างสรรพคุณแสนเลอเลิศที่ได้รับถ่ายทอดจากพี่ชาย โม้ให้คนอื่นฟังไปทั่ว
แล้วรายการภาคทฤษฎียามเช้าก็ถูกขัดจังหวะ เมื่อเสียงระฆังตีบอกเวลาเที่ยงวันเป็นสัญญาณหมดเวลา
แล้วกัน...เลยไม่ได้บอกถึงความสำคัญของต้นจันทราเลย คุณแอมแปร์บ่นกระปอดกระแปด เอาเป็นว่าให้กลับไปอ่านเอาเองแล้วกันนะจ๊ะ มีอยู่ในหน้า 573 แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาว่ากันต่อ
ไดอาร์ยัดหนังสือปกสีน้ำเงินเก่า ๆ เข้ากระเป๋าลวก ๆ เพราะตอนนี้สิ่งที่สำคัญกว่าคือเรื่องปากท้อง ที่ร้องจ๊อก ๆ ประท้วง
รายการอาหารกลางวันที่ไม่ต้องรอให้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ทำให้บรรยากาศช่วงพักกลางวันชวนรื่นรมย์ยิ่งนัก เพราะไม่ต้องมาคอยรักษามารยาทกันเท่าไร เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจ วิภาควิจารย์เรื่องประวัติศาสตร์เมื่อห้าร้อยปีก่อนจึงถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียง
อาณาจักรเอธาการ์ดประกอบด้วย 5 ดินแดน แล้วก็แถมยังมีธิดาเทพตั้ง 5 คน แล้วคนไหนเป็นธิดาเทพตัวจริงกันล่ะ สาวน้อยขี้สงสัยประจำกลุ่มเอ่ยถาม แต่ก็ไม่วายยัดขนมปังเข้าปากไปด้วย
ว่ากันว่า ธิดาเทพ แต่ละคนก็เกิดในวันที่มีแสงดาวจรัสฟ้าเหมือนกันเสียด้วยสิ แซมมัวร์ออกความเห็นบ้าง
น้ำแครอทถูกยกซดจนหยดสุดท้าย ความเห็นต่อไปจึงตามมา ถ้างั้นของแท้ก็มีเมืองเดียวอะดิ
เธอหัดมีมารยาทในการกินหน่อยไม่ได้หรือไง แซมมัวร์พ่นลมฟืดฟาดอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ดูเหมือนไดอาร์ไม่ได้ใส่ใจกับคำตำหนินัก
เออ...แล้วเรื่องต้นจันทราด้วย รู้สึกเรื่องราวมันจะวุ่นวายจริง ๆ ไดอาร์หันไปบ่นกับกิฟฟินน์แทน
ต้นจันทราเป็นต้นไม้ที่เทพธิดานิมฟ์ทรงโปรดปรานมาก เนื่องจากมีสรรพคุณทางการรักษาสูง เชื่อกันว่าสามารถต่อลมหายใจสุดท้ายของคนใกล้ตายได้ แถมกลิ่นหอมของมันมีฤทธิ์ทำให้ผู้ที่สูดดมเกิดความเคลิบเคลิ้ม สมัยก่อนนู้นธิดาเทพจึงสั่งให้เรโฮผู้พิทักษ์มีหน้าที่คอยปลูกต้นจันทราเพื่อช่วยเหลือผู้คน
ถึงว่าล่ะ ทำไมคุณแคทเทอรีนถึงเน้นนักเน้นหนาให้เรโฮทุกคนปลูกต้นจันทราได้ ไดอาร์เดาะลิ้นเล่น หน้าที่ของเรโฮนี่มันยิ่งใหญ่จริง ๆ ต่อไปนี้นะฉันจะตั้งใจปลูกต้นจันทราให้มากขึ้นกว่าเดิมเพื่อที่จะเป็นเรโฮผู้เลื่องชื่อให้ได้ ท่าทีมุ่งมั่นของสาวน้อยผมสีทอง ทำให้กิฟฟินน์อดที่จะขำไม่ได้
เรโฮน่ะ ไม่ใช่จะปลูกต้นจันทราเก่งอย่างเดียว ฝีมือทางด้านการใช้ธนูก็ต้องดีด้วย แซมมัวร์หันมาแขวะ
ทำไมต้องธนูด้วย ฉันชอบดาบมากกว่านี่ เจ้าตัวดีเถียงไม่ยอมลดละ
ลองกลับไปอ่านในหนังสือซะนะ เขาเขียนไว้โต้ง ๆ เลยว่า เรโฮผู้พิทักษ์น่ะมีธนูเป็นอาวุธประจำกายย่ะว่าที่เรโฮผู้เลื่องชื่อ
----------
แล้วก็จริงดังที่แซมมัวร์ว่า เพราะตอนนี้เรโฮรุ่นใหม่ทั้งหมดต่างมารวมตัวกันที่ลานยิงธนูพร้อมกันทุกคนแล้ว
ไดอาร์มองเป้ายิงที่อยู่อีกฝากสนามอย่างนึกปลง ๆ
ฉันคงไม่ใช่เรโฮกลับชาติมาแล้วเสียแล้วล่ะ คำพูดเปรย ๆ ของไดอาร์เรียกความสนใจจากกิฟฟินน์ที่ยืนอยู่ไม่ห่างได้เป็นอย่างดี คิ้วเรียวของสาวผมสีเงินขมวดเข้าหากันอย่างนึกสงสัย
ว่าไงนะ? เธอทวนเสียงสูง
ไดอาร์รีบส่ายหน้าปฏิเสธ แล้วหันกลับมาสนใจธนูตามเดิม
ความมั่นใจเป็นศูนย์
ความคล่องแคล่วติดลบ
ความแม่นยำไม่เคยมี พลาดเป้าตลอดศก
ยิ่งคิดก็ยิ่งกลุ้ม อุตส่าหลงตัวเองอยู่นานคิดว่าเป็นเรโฮกลับชาติมาเกิด ทั้งปลูกต้นจันทราได้ดียิ่งกว่าใคร แถมพี่คีตาเคยเล่าให้ฟังว่าเก็บเธอได้ใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่เกิดแสงจรัสฟ้า แต่ฝีมือการยิงธนูนี่สิ...เฮ้อ...ที่แท้ก็คิดไปเองทั้งนั้น
ของอย่างนี้มันต้องพิสูจน์...เป็นไงเป็นกันสิน่า
ไดอาร์ตัดสินใจ ลองง้างคันธนูไม้เก่าที่แอบไปชกมาจากห้องเก็บอาวุธ เล็งไปหาเป้าหมายที่อยู่ลิบ ๆ ตั้งสมาธิอยู่นานก่อนจะปล่อยธนูดอกแรกออกไป
ฟิ้ว..ว
เพล้ง!!
หวังว่าคงไม่ใช่กระถางต้นไม้ที่เรือนกระจกหรอกนะ กิฟฟินน์หันมาอวยพรให้นักธนูมือใหม่
สาวน้อยยิ้มเจื้อน ๆ อย่างรู้สึกผิด หวังให้เป็นกระถางจะดีกว่า ถ้าเกิดกลายเป็นตัวเรือนกระจกล่ะก็ คุณแคทเทอรีนคงต้องเรียกหาฉันด้วยสายใยพิศวาสแน่ ไดอาร์กลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ พลางลบจินตนาการสุดบรรเจิดที่ต้องถูกคุณแคทเทอรีนเรียกพบ
เธอโชคดีกว่านั้นอีกไดอาร์ นั่นน่ะเป็นกาน้ำชาของเจ้าชายแห่งมารินเชียว
หา!! ไดอาร์อยากจะเอาธนูมายิงตัวให้ตาย ๆ ไปซะ เมื่อเห็นสีหน้าสะใจของแซมมัวร์ที่หันมาเยาะเย้ย
ดูนั่นสิ เจ้าชายกับเหล่าองค์ลักษณ์เดินมานู้นแล้ว เจ้าหล่อนพูดพลางทำนิ้วปาดคอ บอกถึงอนาคตของนักแม่นธนู
ชายหนุ่มผู้มีเรือนผมน้ำตาล และดวงตาสีบุษราคัม ในชุดสูงศักดิ์แห่งนครมาริน เดินเข้ามาด้วยสีหน้าอ่านยาก ข้างกายเขาคือเหล่าองค์ลักษณ์ในชุดสูทสีดำอีกสองคน
แม้ในวันที่เข้าฤดูหนาว อากาศกำลังดีแบบนี้ แต่มือเล็กของไดอาร์กลับชุ่มไปด้วยเหงื่อ หัวใจเต้นระรั่วราวจังหวะกองศึกที่ใกล้ออกรบ สิ่งที่คิดได้ตอนนี้มีแต่คำว่า
ตายแน่!

______
ขอบคุณทุกComment นะคะ (มีกำลังใจมาก ๆ เลย ^_^)
ขอบคุณคะแนนโหวตด้วย
Mulie
สมัครสมาชิก