วันที่ : 13 มิถุนายน 2551
ชื่อเรื่อง : Nymph : เทพธิดาแสนซน
ชื่อตอน (chapter) : Nymph : บทที่11 ภารกิจลับ

Nymph

บทที่ 11 ภารกิจลับ

            “ไหนว่าธิดาเทพแห่งฮีมารูนไม่ค่อยได้เข้าร่วมงานวันดาราจรัสแสงไง แล้วไหงปีนี้มานั่งหน้าหงิกอยู่นี่ล่ะ” ไดอาร์บุ้ยหน้าบุ้ยตาไปทางธิดาเทพแห่งฮีมารูนที่นั่งร่วมโต๊ะเสวยร่วมกับธิดาเทพคนอื่น ๆ อีก สี่คน ณ ห้องอาหารศักดิ์สิทธิ์

            ไดอาร์ถอนหายใจพรืดเมื่อเห็นกิฟฟินน์ยกไหลขึ้นเล็ก ๆ ให้เป็นคำตอบ ด้วยความเซ็ง ๆ พลางเสมองไปยังโต๊ะอาหารทรงกลมขนาดใหญ่ทำจากหินอ่อน สลักเสลาลวดลายแสนวิจิตร รอบโต๊ะสวยมีธิดาเทพผู้สูงศักดิ์นั่งล้อมรอบอยู่

            อาหารแสนเลิศหรูถูกยกมาเสิร์ฟพร้อม ๆ กับรายการแสดงดนตรีเล็ก ๆ จากเรโฮอวุโสผู้ชำนาญเครื่องสาย เสียงเพลงแสนไพเราะเคล้าคลอกับกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกจันทราในแจกันที่ถูกนำมาประดับภายในงาน

            บรรยากาศดี ๆ หาได้ยาก จนไดอาร์แทบอยากจะกระโจนลงไปร่วมโต๊ะเสวยด้วย ถ้าไม่ติดที่ต้องยืนเป็นบอดีการ์ดคุ้มกันให้ธิดาเทพแห่งมารินอยู่...เพียงแต่ บรรยากาศดี ๆ แบบนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้ ธิดาเทพแห่งฮีมารูนสำเริงสำราญใจได้เลยสักนิด ใบหน้าบึ้งตึง ดวงตาสีทับทิม วาวโรจน์ราวพญาอินทรีย์ ผิวขาวละเอียดซีด สมกับเป็นหญิงสาวจากดินแดนหิมะ ตัดกับเส้นผมสีแดงเพลิงที่ขมวดตึงอยู่ด้านหลัง ยิ่งดูก็ยิ่งน่ากลัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดวงตาคู่นั่นตวัดมามองบุคคลแปลกปลอมในห้องอาหาร ที่ยืนหัวโด่งเด่อยู่ด้านหลัง

            “คิดอย่างไรถึงให้เด็กพวกนั้นมาเป็นเรโฮผู้พิทักษ์” ธิดาเทพแห่งฮีมารูนถามด้วยน้ำเสียงวางอำนาจ

            ธิดาเทพแห่งมารินละจากการสนทนาที่กำลังออกรสออกชาติจากธิดาเทพแห่งปิราน หันกลับมาตอบเสียงเรียบ ๆ “สองคนนั้นมีคุณสมบัติเพียงพอ” 

            “คุณสมบัติอะไร” ธิดาเทพจอมเรื่องมากยังคงซักไซ้ไม่เลิก

            ธิดาเทพแห่งมาริน ฝืนยิ้มให้เป็นมารยาทอย่างเหลืออด “ใช้เวลาเพียงสองวันในการปลูกดอกจันทรา” ไดอาร์ยิ้มกว้าง รู้สึกภูมิใจลึก ๆ กับคำชมของธิดาเทพแห่งมาริน

           

           

            “ตั้งสองวัน?...นี่หรือคุณสมบัติที่ท่านว่า” ธิดาเทพแห่งลิเบอร์เต้แย้งขึ้นมาหลังจากเงียบมานาน

            “หึ...เรโฮของฮีมารูนใช้เวลาอย่างมากก็แค่ครึ่งวัน เรายังไม่กล้าแต่งตั้งขึ้นเป็นเรโฮผู้พิทักษ์เลย นี่แค่สองวัน...คิดจะเอายัยเด็กสองคนนี่ขึ้นมาเทียบชั้น เร็วเกินไปหรือเปล่า”

            รอยยิ้มหวานระบายบนใบหน้าของธิดาเทพคนงามแห่งมาริน มือบางผายออกไปรอบ ๆ ห้อง “ทั้งหมดที่ท่านเห็น...รวมถึงข้างนอกด้วย”

            ธิดาเทพทั้งหลายทำหน้าตาตื่น หันควับ! มาทางสองสาวที่ยืนนิ่ง แข็งเป็นหินอยู่ในหลืบห้องอาหาร สายตาสำรวจตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าโดยเฉพาะธิดาเทพแห่งฮีมารูนที่จ้องพวกเธอราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ทำเอาไดอาร์กลืนน้ำลายไม่ลงคอเลยทีเดียว

            “เนี่ยนะหรือ เรโฮผู้พิทักษ์ แล้วคนไหนคือตัวจริง” ธิดาเทพแห่งฮีมารูนถาม โดยไม่แต่แม้ละสายตามาจากพวกเธอ

            “ไม่รู้สิคะ...ถึงต้องแต่งตั้งทั้งสองคนเลย ก็เหมือนกับพวกเรา ที่ไม่รู้ว่าใครเป็นเทพธิดานิมฟ์กันแน่”

            คำอธิบายเรียกดวงตาสีทับทิมให้หันกลับมาสนใจอีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่าเจ้าหล่อนจะไม่ค่อยสบอารมณ์กับประโยคที่เธอยอกย้อนนัก

            “ในเมื่อเรโฮผู้พิทักษ์ก็ปรากฏแล้ว ตอนนี้เราก็ใกล้กำลังเข้าใกล้คำตอบที่คาใจกันมานานว่าใครคืนตัวจริงกันแน่” ธิดาเทพแห่งปิรานเอ่ยขึ้นพยายามทำลายบรรยากาศมาคุ ๆ

“แต่การที่ธิดาเทพแห่งมาริน ยึดเรโฮไว้กับตนแบบนี้ ก็เท่ากับว่าท่านประกาศตัวว่าเป็นเทพธิดานิมฟ์มาจุติงั้นสิ...มันจะไม่ข้ามหน้าข้ามตากันไปหน่อยหรือไง” ธิดาเทพแห่งฮีมารูนจอมหาเรื่องวางเพลิงกองใหญ่เข้าให้ แล้วหัวเราะ หึ ในคอ อย่างสะใจ ก่อนที่จะเหยียดรอยยิ้มบาง

            “จริงอย่างที่ธิดาเทพแห่งฮีมารูนพูด” ธิดาเทพแห่งบันจาสนับสนุน “ท่านทำแบบนี้ก็เหมือนกับประกาศว่าเราทั้งสี่เมืองเป็นธิดาเทพจอมปลอม” น้ำเสียงเจ้าหล่อนบอกความไม่พอใจอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับเทพธิดาแห่งลิเบอร์เต้ที่มีทีท่าขึงขังขึ้นมาทันที

            “ก็ไม่เห็นแปลก ในเมื่อ เราทั้งห้าคน ก็ต่างรู้กันดีว่ามีเพียงคนเดียวที่เป็นตัวจริงและอีกสี่คนเป็นตัวปลอม” ธิดาเทพแห่งปิรานเถียงแทน

            “แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเทพธิดาแห่งมารินจะเป็นตัวจริงเสียหน่อย” นักวางเพลิงยังไม่ยอมหยุด “เรื่องนี้ฉันไม่ยอมง่าย ๆ แน่”

            “ฉันก็ไม่ยอม เทพธิดาแห่งบันจาร่วมผสมโรงด้วย รายการโต๊ะอาหารแสนเลิศหรูก็เกือบจะกลายเป็นสงครามศักดิ์สิทธิ์ระหว่างธิดาเทพเข้าให้ ไดอาร์มองภาพนั้นด้วยความงุนงง

            “มันอะไรกันหว่า” เธอเกาหัวแกรก ๆ หันมาถามกิฟฟินน์ ที่ยืนมองการกรีฑาทัพสงครามด้วยความเซ็งจิต

            “เด็กน้อยทะเลาะกันน่ะ” เธอว่าค่อนแคะ

            ไดอาร์หันกลับมายังโต๊ะอาหารที่ยังคงถกเถียงกันอยู่ “สัญชาตญาณในตัวฉันมันร้องบอกว่า ยัยธิดาเทพแห่งฮีมารูนน่ะ ตัวปลอมเห็น ๆ”

            กิฟฟินน์มองสาวน้อยข้าง ๆ อย่างทึ่ง ๆ ใบหน้าจริงจังของไดอาร์เรียกรอยยิ้มขบขันได้ดี

            “สัญชาตญาณอะไรของเธอ”

            “สัญชาติญาณเรโฮในตำนานไง” 

            คิ้วเรียวของกิฟฟินน์เลิกขึ้น “หรอ?” น้ำเสียงระคนไม่เชื่อ ทำให้ไดอาร์หน้ามุ่ย

            “เฮ...นี่อย่ามาทำตัวเหมือนยัยธิดาเทพปิศาจนั่นนะ...”

            กิฟฟินน์มองไปยังธิดาเทพปิศาจนัยย์ตาสีทับทิมที่ยังคงเถียงฉอด ๆ บนโต๊ะอาหาร ไดอาร์กระเถิบเข้ามาใกล้ ๆ กระซิบให้ได้ยินกันแค่สองคน

            “เพราะฉันน่ะเหม็นขี้หน้ายัยนั่นสุด ๆ เลยล่ะ”

            _________________

            ราตรีกาลที่ดวงดาวพากันเปล่งแสงระยับ พร่างพรายบนฟากฟ้างาม แสงจันทร์ทรงกลดสาดสะท้อนยอดวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่สูงตระหง่านทางทิศใต้ สถานที่ประทับของเหล่าธิดาเทพจากเมืองต่าง ๆ ซึ่งกำลังเข้าสู่ห่วงนิทราอันยาวนาน ยกเว้นก็เพียงแต่ห้องใหญ่สีครีมอ่อน ร่างหนึ่งกำลังสาละวนอยู่กับข้าวของในลังไม้ขอบสีทองปลายเตียง เสื้อผ้า และเครื่องประดับจำนวนมาก ถูกรื้อค้นออกมา เพื่อเลือกให้เข้ากับชุดที่จะเริ่มพิธีการศักดิ์สิทธิ์ในวันพรุ่งนี้

            จริง ๆ แล้ว การที่เทพธิดาแห่งฮีมารูนต้องมาทำอะไรที่ไม่สมฐานะกับการเป็นสาวสูงศักดิ์นั้น คงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าหากเจ้าหล่อนไม่โวยวายไล่เรโฮส่วนตัวที่เพิ่งเปลี่ยนเป็นคนที่หกในรอบสองวันมานี้ให้ระเห็จออกจากห้องพักไปเมื่อช่วงหัวค่ำ ด้วยเหตุผลที่ว่า เรโฮผู้โชคร้ายคนนั้นดันเลือกชุดเครื่องประดับไข่มุก ขึ้นมาให้ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่า เทพธิดาแห่งฮีมารูนเคยใช้มันมาเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งการที่เจ้าหล่อนจะใส่ชุดเครื่องประดับซ้ำกันในรอบเดือนเดียวนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด!

            ดังนั้น เมื่อเรโฮผู้โชคร้ายเลือกไม่ถูกใจเสียที เทพธิดาคนงามจึงจำใจต้องลงมือจัดการด้วยตัวเอง

            “ทำอะไรน่ะ...ซาเฟียร์”

            เสียงหนึ่งดังมาจากในเงามืดของห้อง ณ มุมที่แสงสว่างจากดวงจันทร์สาดส่องไปไม่ถึง ดวงตาคู่สีทับทิมเหลียวมามองยังมุมนั้น ร่างบางรีบกุลีกุจอทิ้งเครื่องประดับลงไว้ในลังตามเดิม

            “ท่านจะมาทำไมไม่แจ้งเราก่อน” เสียงที่เคยวางอำนาจอยู่เสมออ่อนลงเมื่อเริ่มสนทนากับบุคคลในเงานั้น

            “แจ้ง?...ให้แจ้งใคร ในเมื่อเรโฮรับใช้ส่วนตัวเธอก็เปลี่ยนเป็นว่าเล่น”

            “...ก็...ก็พวกนั้นทำอะไรอืดอาด ไม่ได้ดังใจ” ธิดาเทพแห่งฮีมารูนตอบไม่ค่อยเต็มเสียงนักเมื่อถูกตำหนิ

            “เลิกเอาแต่ใจเป็นเด็ก ๆ ได้แล้วซาเฟียร์” เสียงนั้นดุกลับจนธิดาเทพเจ้าของชื่อก้มหน้านิ่งด้วยความเกรงกลัว

            “ขออภัยค่ะท่าน...เพียงแต่เราได้เรโฮผู้พิทักษ์มารับใช้คงดีกว่า”

            “เรโฮผู้พิทักษ์มีไว้เพื่อเทพธิดานิมฟ์ที่กลับชาติมาเกิดเท่านั้น เธอคิดว่าตัวเองใช่อย่างนั้นหรือ” 

            มือเล็กนั้นกำแน่น เก็บกดความไม่พอใจกับคำดูถูกของชายตรงหน้า

            “เพราะถ้าเธอคือเทพธิดานิมฟ์ตัวจริง ฮีมารูนคงไม่ตกอยู่ภายใต้พายุหิมะแบบนี้หรอก จริงไหมร่างบางสะดุ้งตกใจกับเสียงตะหวาดลั่นของชายผู้มีศักดิ์สูงกว่า

            “ค...ค่ะท่าน” คำดูถูกที่เธอน้อมรับไว้ด้วยใจที่ปวดร้าว ความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ความจริงที่ว่า เธอคือธิดาเทพจอมปลอมที่ดินแดนฮีมารูนชุบเลี้ยงไว้เป็นหัวโขนปิดบังฐานอำนาจที่แท้จริงของราชวงศ์

            เป็นที่รู้ ๆ กันอยู่ว่า ราชวงศ์ของแต่ละเมืองนั้น ฐานอำนาจส่วนหนึ่งมาจากวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่มีธิดาเทพคอยค้ำจุนอยู่ หลังจากเหตุการณ์แสงดาวจรัสฟ้าเมื่อหลายปีก่อนทำให้ตำนานที่เล่าขานเกี่ยวกับตัวธิดาเทพนิมฟ์นั้นยิ่งคงความขลังมากขึ้น ชาวบ้านพากันนับถือเด็กสาวที่เกิดในวันนั้น และยกย่องพวกเธอขึ้นมาเป็นธิดาเทพของแต่ละเมือง ไม่ว่าธิดาเทพจะกล่าวอะไร คำพูดเหล่านั่นย่อมถือเป็นวาจาสิทธิ์ดังสวรรค์ประทานลงมา โดยหารู้ไม่ว่า ทุกการกระทำของเหล่าธิดาเทพล้วนตกอยู่ภายใต้การบงการของเหล่าราชวงศ์ทั้งสิ้น และเพื่อที่จะรักษาฐานอำนาจนั้นให้คงอยู่คู่กับราชบัลลังค์ จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ ธิดาเทพต้องขึ้นมาเป็นราชินีองค์ต่อไปของอาณาจักรนั้น ๆ ด้วย

            ร่างสูงที่แฝงตัวอยู่ในเงามืดก้าวออกมานั่งบนเก้าอี้นวมบุด้วยกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มที่อยู่ถัดไปไม่มากนัก ท่าทีวางอำนาจอันน่าเกรงขาม ทำให้ธิดาเทพแห่งฮีมารูนต้องย่อตัว นั่งลงกับพื้นเพื่อทำความเคารพ

            “ไม่ทราบว่าท่านมีเรื่องใดถึงมาหาเราในยามวิกาลเช่นนี้” ซาเฟียร์พยายามชักเข้าสู่ประเด็นของการปรากฏตัวของบุรุษตรงหน้า

            “ภารกิจ...ลงมือในวันพรุ่งนี้” เขากล่าวเรียบ ๆ

            คิ้วเรียวนั้นขมวดเป็นปม “ไหนว่าจะให้ลงมือหลังเสร็จงานฉลอง ในอีกสองวันข้างหน้าไงคะ”

            “เวลาไม่คอยท่าซาเฟียร์ เหตุหิมะถล่มในฮีมารูนนับวันจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น เราทนไม่ได้ที่จะต้องมาเห็นประชาชนตายไปต่อหน้าต่อตาแบบนี้” มือใหญ่บีบพนักเท้าแขนไว้แน่นด้วยความรู้สึกปวดร้าว

            “แล้วเรโฮผู้พิทักษ์สองคนนั้นจะปัญหากับงานหรือเปล่า”

            บุรุษผู้สูงศักดิ์หัวเราะ หึ ในลำคอ “ไม่ต้องตกใจไป ก็แค่เด็กน้อยสองคนเท่านั้น ไม่กระทบต่องานหรอก เพียงแต่ต้องระวังเรโฮที่ชื่อกิฟฟินน์เอาไว้หน่อย ความสามารถสูงส่งใช่เล่น ถ้าเลี่ยงได้ให้เลี่ยงซะ ปะทะด้วยแล้วมีแต่ทำให้งานเสีย”

            “แล้วเรโฮอีกคน?...”

            “รายนั้นตัดออกไปได้เลย”

            คำบอกของบุรุษตรงหน้าเรียกความสงสัยให้เกิดขึ้นในใจของซาเฟียร์ ทั้ง ๆ ที่เรโฮอีกคนหนึ่งก็ถูกแต่งตั้งให้เป็นถึงเรโฮผู้พิทักษ์เหมือนกัน แต่ทำไมกลับบอกให้ไม่ต้องสนใจ

            ธิดาเทพแห่งฮีมารูนตั้งท่าจะถาม แต่ถูกดักทางได้ทัน

            “เป็นเรโฮที่ดีแต่ปาก ชอบยุ่งวุ่นวายอยู่ไม่สุข มีดีก็แค่ปลูกดอกไม้ ความสามารถไม่ถึงแล้วยังคุยโม้โอ้อวด...บอกได้คำเดียวเลยว่า ไม่ต้องไปใส่ใจกับยัยเด็กบ้านั่นเลย เสียเวลาเปล่า” สรรพคุณที่เขาสาธยายถึงเรโฮผู้พิทักษ์อีกคน ทำเอาซาเฟียร์นั่งกระพริบตาปริบ ๆ ด้วยความงุนงง

            บุรุษในอาภรณ์สีดำผละตัวจากเก้าอี้นวมไปทีหน้าต่างที่เปิดอ้าไว้อยู่ ร่างสูงกระโจนขึ้นไปบนกิ่งไม้ที่ปลูกไว้ใกล้ ๆ แล้วหันมากล่าวถ้อยคำเป็นครั้งสุดท้าย

             “เรื่องที่จะแจ้งมีเท่านี้ หวังว่าภารกิจนี้เทพีชัยชนะจะยืนอยู่เคียงข้างเรา”

       “มันจะเป็นไปดังพระประสงค์เจ้าค่ะ...องค์ชาย”

            ---------------------------

หลังจากไปสอบมา ตอนนี้ก็กลับมาอัพให้แล้วค่ะ

เฮ้อ....ช่วงนี้คงมีเวลาเขียนเยอะ สู้ ๆ ๆ

^_^ ขอบคุณทุกคอมเม้นท์ที่เป็นกำลังใจให้นะคะ ซึ้งใจสุด ๆ ^_^

อ่อ ขอบคุณโหวตด้วยจ้า...

ตอนนี้ m ขอให้สงวนสิทธิ์การคอมเม้นท์สำหรับสมาชิกนะคะ เพราะว่ามีคนมาป่วนเม้นท์ ทำเอาStory เอ๋อไปเลยสำหรับเรื่อง Heaven and Hell

ส่วนใครที่ยังไม่ได้อ่าน ตอนนี้ m ลบ ตอนที่ 3  9  10  12  13  14  20  21 23  และ 25 ไปแล้วนะคะ คงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะเรียบเรียงตอนให้เหมือนเดิมได้ ตอนนี้ก็อ่าน เรื่อง Nymph ไปก่อนนะค่ะ

 Mulie

เขียนโดย Mulie : 2008-06-13 09:38:09

/1