Nymph
บทที่ 13 ทางหนีทีไล่

ความซวยกำลังจะบังเกิด...
ไดอาร์มองภาพเหล่าบุรุษชุดดำที่ย่างสามขุมเข้ามาหาเธอหมายจะเอาชีวิตให้ได้ สาวน้อยถอยกรูดเข้าไปชิดกิฟฟินน์ที่ยังคงประคองร่างธิดาเทพแห่งมารินไว้
เอาไงดี ไดอาร์ขอความเห็นด้วยความร้อนรน เมื่อตอนนี้พวกเธอตกอยู่ในวงล้อมของนักฆ่าเข้าให้เสียแล้ว
กิฟฟินน์ก้มมองธิดาเทพคนงามที่อ่อนระโหยโรยแรงในอ้อมแขนอย่างชั่งใจ
หาที่ตั้งหลักก่อน ต้องรีบรักษาธิดาเทพ เธอกระซิบแผ่วเบาให้ได้ยินกันเพียงสองคน
ไดอาร์พยักหน้ารับคำ ว่าไงก็ว่ากัน แต่พวกนักรบชุดดำนี่สิ จะมาเออออห่อมกกับพวกเธอหรือเปล่าก็ไม่รู้
ฉันจะเสนอทางเลือกให้ หนึ่งคือทิ้งธิดาเทพไว้ที่นี่แล้วออกไปซะ หรือไม่ก็ตายในหน้าที่แล้วฉันค่อยเอาธิดาเทพไป ธิดาเทพแห่งฮีมารูนเผยรอยยิ้มปิศาจออกมา ฉันแนะนำให้เธอทิ้งยัยเอวิต้าไว้ที่นี่ซะ ถึงดิ้นรนอย่างไรก็หมดหนทาง เพราะพวกเรโฮอ่อนหัดข้างนอกถูกฉันวางยาไว้หมดแล้ว ธิดาเทพแห่งฮีมารูนหัวเราะร่าด้วยความสะใจ
กิฟฟินน์พ่นลมพรืด ยัยปิศาจอำมหิต เธอด่าออกไปโต้ง ๆ ถ้าไม่ติดเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานละก็ไดอาร์ต้องกระโดดร้องไซโยโห่ฮิ้วไปแล้ว แหม...ก็นาน ๆ ทีจะได้เห็นสาวน้อยแสนดีอย่างกิฟฟินน์ด่าใครน่ะสิ
ดวงตาสีทับทิมจ้องเขม็งมาที่กิฟฟินน์ราวจะกินเลือดกินเนื้อ
โง่! เจ้าหล่อนสบถออกไป แล้วคำสั่งต่อมาที่ถูกถ่ายทอดก็ทำเอาไดอาร์หายใจไม่ทั่วท้อง ฆ่ามัน!
บุรุษชุดดำพร้อมอาวุธครบมือ ตรงเข้ามาหาพวกเธอ พลัน! กิฟฟินน์ก็ร่ายมนต์บทตรา บทที่ไดอาร์ไม่เคยได้ยินมาก่อน
วินดาอึนโบเซเรฮาน
พายุไม่ทราบแหล่งกำเนิดก่อตัวขึ้นอย่างเฉียบพลัน หมุนวนเป็นเกลียวพัดเอาสิ่งของในห้องให้กระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง แถมตรงเข้าทำร้ายเหล่านักฆ่าอย่างบ้าระห่ำ กว่าครึ่งของพวกนนั้นล้มลงไม่เป็นท่า ร่างอาบไปด้วยเลือดแดงฉาน แต่แปลกที่พวกเธอไม่รู้สึกถึงความน่ากลัวของพายุนั้นเลยสักนิด กลับกัน มันกำลังปกป้องพวกเธอไว้ ...
...กิฟฟินน์ นี่นะหรือคือตัวตนที่แท้จริงของเธอ สายลมที่ผันแปร ยามสงบก็ชวนให้เย็นใจ ยามพัดผ่านก็ชวนให้สบายกาย แต่ยามใดที่โกรธเกรียวก็น่ากลัวจนอยากถอยห่าง ... เธอเป็นใครกันแน่ กิฟฟินน์...
ไม่ทันที่ไดอาร์จะหาคำตอบให้กับตัวเองได้ กิฟฟินน์ก็ตะโกนผ่าเสียงพายุมาสั่ง
ตามมา กิฟฟินน์ออกวิ่งไปยังอีกมุมหนึ่งของห้อง ในขณะที่บนบ่านั้นแบกร่างธิดาเทพแห่งมารินไว้
ไดอาร์ไม่รู้ว่าจะทึ่งหรือจะสงสารกิฟฟินน์ดี ที่ร่างบาง ๆ ของสาวน้อยกิฟฟินน์ต้องมาแบกรับน้ำหนักของธิดาเทพแห่งมาริน ซึ่งคนถูกแบก ก็ไม่ได้มีรูปร่างต่างไปจากคนแบกเลย แต่ดูเหมือนกิฟฟินน์ไม่ได้รู้สึกหนักเลยสักนิด หนำซ้ำยังวิ่งตัวปลิวไปยังทางเดินที่เชื่อมต่อกับวิหารโซนตะวันออกด้วยความเร็ว...เรียวแรงมหาศาลจริง ๆ
เมื่อพายุสงบลง ธิดาเทพแห่งฮีมารูนก็แทบอยากจะกรี๊ดออกมาดัง ๆ เมื่อในห้องโถงตอนนี้มีสภาพยับเยิน แถมพวกนักฆ่าพวกของตนก็บาดเจ็บล้มตายไปกว่าครึ่ง และสำคัญที่สุด ธิดาเทพแห่งมารินหายตัวไปแล้ว
ยืนบื้ออยู่ได้ ไปตามจับมันสิเจ้าพวกโง่ เธอตะหวาดด้วยความเกรียวกราด พลันยิงพุสัญญาณขึ้นฟ้า ไม่กี่อึดใจ บุรุษชุดสีดำจำนวนหนึ่งก็โผล่เข้ามา
นำตัวธิดาเทพที่เหลือไปเจอที่จุดนัดพบ...
ชายเหล่านั้นรับคำพร้อมเพรียงราวกับผ่านการฝึกมาอย่างช่ำชอง
...แล้วแจ้งองค์ชายด้วยว่าเราเจอปัญหานิดหน่อย ให้ใช้แผนสำรอง
----------
ไดอาร์วิ่งตามกิฟฟินน์ด้วยความกระชั้นชิด แต่ไม่นานนักเสียงลมหายใจหอบ ๆ ก็ดังขึ้นประท้วงร่างที่ฝืนสังขาร
กิฟฟินน์ ฉันไม่ไหวแล้ว ไดอาร์หยุดพัก หอบแฮก ๆ ดังมาเป็นระรอกในลำคอ
เราต้องหาที่ซ่อนตัวกันก่อน รอจนพระอาทิตย์ขึ้นค่อยไปส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ กิฟฟินน์ไม่รอช้า เธอรีบวิ่งต่อไปเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่มีร่างของธิดาเทพแบกอยู่บนบ่า ไดอาร์จึงรวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายออกวิ่งตามไป
มาทางนี้ เธอต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่างก่อนที่จะมาตายหมู่ ไดอาร์พากิฟฟินน์ไปหอคอยวิหารทางทิศตะวันออก สถานที่เก็บรวบรวมภาพเขียนล้ำค้าแห่งอาณาจักร ตอนแรกก็จะกั๊กไว้คนเดียว แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ จะไม่ใช้ห้องลับนั้นคงไม่ได้เสียแล้ว
สาวน้อยเจ้าของเรือนผมสีทอง พากิฟฟินน์มาหยุดอยู่หน้าภาพเขียนโรงละครที่มีสาวสวยนับสิบกำลังร่ายรำกันอยู่ ไดอาร์เอื้อมมือไปปลดสลักที่อยู่บริเวณด้านข้างอย่างเบามือ
เสียงครืดคราดของฟันเฟืองหมุนอย่างช้า ๆ ตอบรับสัญญาณการปลดพันธนาการ ผนังหน้าตรงหน้าเลือนหายเข้าไป เปิดเป็นทางเดินมืดมิด
ไดอาร์พยักพเยิดหน้าพร้อมทั้งนำทางเข้าไปในห้องลับนั้นเป็นคนแรก กิฟฟินน์ส่งสายตาเชิงถามด้วยความสงสัย แต่ไดอาร์ก็ชิ่งตอบเสียก่อน
เจอของดี มันก็ต้องกั๊กเอาไว้เผื่อฉุกเฉิน เธอยิ้มกว้างให้ และเร่งให้กิฟฟินน์เข้าไปในนั้นก่อนที่คนร้ายจะตามมาทัน
หลังจากที่ทั้งหมดเข้าไปในห้อง ผนังก็ถูกปิดลง กลับสู่สภาพดังเดิม
สุดทางเดินเป็นห้องเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยภาพเขียนของเหล่านางรำในท่าต่าง ๆ ซึ่งทำให้กิฟฟินน์ถึงบางอ้อเสียทีว่าไอ้ท่าทางที่ไดอาร์โม้นักโม้หนาว่าแอบจำมาจากนางรำของบันจานั้น มันมีที่มาจากภาพพวกนี้นี่เอง
แต่ตอนนี้กิฟฟินน์ไม่มีเวลามาคิดเรื่องหยุมหยิมไร้สาระพวกนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือ ทำให้ธิดาเทพแห่งมารินฟื้นขึ้นมาก่อน
ร่างของธิดาเทพแห่งมารินนอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้นหินเย็นเฉียบ ผิวของหล่อนที่ซีดอยู่แล้วยามนี้กลับดูน่ากลัวกว่าเดิมหลายเท่านัก ปากชมพูที่เคยอิ่มเอิบแห้ง ผากราวกับไม่เคยได้สัมผัสกับความชื่นช่ำของน้ำมาก่อน
กิฟฟินน์นั่งลง พยายามรวบรวมเวทย์รักษาเพื่อถอนพิษเบื้องต้น แสงสีขาวเลื่อนไหลออกจากฝ่ามือ ทาบบนหน้าผากของธิดาเทพ
ไม่นานนัก ไดอาร์ก็สังเกตเห็นแสงสีม่วงที่เริ่มไหลสะท้อนออกมาจากหน้าผากมนนั้น มันถูกดูกลับเข้าตัวกิฟฟินน์สวนทางกับแสงสีขาว สีหน้าของธิดาเทพดูดีขึ้น แพรขนตาหนาปรือขึ้นช้า ๆ ดวงตาสีเทาสำรวจบุคคลแปลกปลอมทั้งสองที่มีรอยยิ้มดีใจต่อปฏิกิริยาตอบสนอง
เกิดอะไรขึ้น คำถามแรกถูกส่งออกมา ด้วยยังจับต้นชนปลายไม่ถูก
ยัยธิดาปิศาจนั่นแอบวางยาพวกท่านน่ะสิ ตอนนี้ธิดาเทพคนอื่น ๆ คงถูกจับตัวไว้ มีแต่ท่านนี่แหละที่หนีออกมาได้ ไดอาร์รีบอธิบาย
ธิดาปิศาจ? คิ้วขมวดขึ้นเป็นปม
ก็ยัยหัวแดงที่มาจากฮีมารูนไงล่ะคะ ธิดาเทพแห่งฮีมารูนน่ะค่ะ หล่อนเล่นวางยาพิษลงในน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ทำพิธี ดีที่กิฟฟินน์ใช้เวทย์ถอนพิษได้ทัน ไม่งั้นท่านคงซี้มะก่องด่องไปแล้ว เธอแอบยกความดีความชอบให้เพื่อนซี้
ธิดาเทพแห่งมารินยังคงสับสนกับเหตุการณ์ แต่ก็ยิ้มพร้อมทั้งเอ่ยขอบคุณกิฟฟินน์อย่างจริงใจ เมื่อปรับโฟกัสได้ ดวงตาสีเทาก็มองสำรวจสถานที่แปลกตา
แล้วที่นี่ที่ไหนกัน
ห้องลับในวิหารทางทิศตะวันออก ไดอาร์เกาแก้มเขิน ๆ เจอเข้าโดยบังเอิญเมื่อประมาณเดือนที่แล้วน่ะคะ
นับเป็นโชคดีของเรา
มันก็ไม่โชคดีไปเสียหมดหรอกค่ะ เพราะที่นี่ไม่มีทางออกอื่นเลย ไดอาร์ถอนหายใจอย่างปลง ๆ
รู้ได้ไงว่าไม่มี...นี่ไง กิฟฟินน์ที่เดินสำรวจโดยรอบห้องเมื่อสักครู่ดันไปเจอกับสลักหนึ่งเข้าให้ มันซ่อนอยู่หลังภาพเขียน พอลองหมุนซ้าย หมุนขวา อุโมงค์ขนาดกว้างยาวหนึ่งเมตรก็โผล่ขึ้น ณ อีกฝากหนึ่งของห้อง
ไดอาร์ยิ้มพราย แล้วหันไปถามธิดาเทพ ท่านเดินไหวไหม เราจะได้ไปต่อ
ธิดาเทพพยักหน้าตอบรับ พยุงตัวเองให้ลุกขึ้น ด้วยความที่พิษยังคงหลงเหลืออยู่ในร่างกาย แขนขาก็พาลอ่อนแรงลงเสียดื้อ ๆ ยังดีที่ไดอาร์นั้นอยู่ใกล้เลยเข้าไปประคองได้ทันก่อนที่จะล้ม
ปวดจัง ธิดาเทพเอามือกุมหน้าอกไว้ มันรู้สึกแน่นจนแทบจะหายใจไม่ออก สมองก็เริ่มมึน ด้วยฤทธิ์ของยาพิษที่แล่นไปทั่วทุกรูขุมขน
ฉันแค่ชะลอพิษไว้เท่านั้น ทางเดียวที่จะถอนพิษได้ต้องเอายาแก้ที่พวกฮีมารูน กิฟฟินน์อธิบาย
ไม่เป็นไร เรายังไหว ไปกันต่อเถอะ ธิดาเทพออกตัว เพื่อไม่ให้คนอื่น ๆ เป็นห่วง จากนั้นก็ออกเดินนำเข้าไปในอุโมงค์ทันที
ไม่รู้ว่านานเท่าไรที่พวกเธอทั้งสามคลานเข้ามาในอุโมงค์ที่ทั้งแคบทั้งมืด แต่ที่สุดแล้วคนที่เรื่องมากที่สุดก็บ่นออกมาอย่างอดไม่ได้
อีกไกลไหมเนี่ย ฉัน...หิววุ้ย!!! เธอบ่นไปบ่นมาก็วกเข้าเรื่องกินจนได้ ก็นี่มันเลยเวลาอาหารเช้าแล้วน่ะสิ ตอนนี้ในหัวก็เลยถวิลหาแต่ห้องอาหารที่พร้อมพรั่งไปด้วยขนมปังและซุปครีมเห็ดหอมของโปรด
ในที่สุดแสงแห่งความหวังก็ทอประกายอยู่ที่สุดปลายอุโมงค์นั้น ไดอาร์ที่เห็นเป็นคนแรกก็แทบอยากจะร้องกรี๊ดด้วยความดีใจ เธอรีบคลานไปยังแสงนั้นทันที
ลูกกรง!
ใช่แล้ว...ลูกกรงอันใหญ่ลงสลักแน่นหนา ป้องกันคนภายนอกเข้ามาทางลับที่เชื่อมต่อกับวิหาร อะไรมันช่างพอเหมาะพอเจาะแบบนี้ ไดอาร์หันกลับไปมองกิฟฟินน์ด้วยความเซ็งจิต
จบเห่...ไม่มีกุญแจ เธอร้องบอกกับธิดาเทพ พลางกระแทกแม่กุญแจนั้นแรง ๆ เผื่อว่ามันจะผุตามอายุ พลัน! ความคิดแสนพิเลนก็ผุดขึ้นมาในสมอง
กุญแจผี!! เจ้าตัวดีดีดนิ้วเปาะนึกชอบใจ มือบางถูกันไปมาในท่าเตรียมพร้อมวิชาโจรกรรม
ไดอาร์หลับตาพริ้ม เรียกสายน้ำให้มารวมตัวกันที่ปลายนิ้วมือ แล้วดันมันเข้าไปในรูกุญแจนั้นช้า ๆ จากนั้นก็ทำให้มันแข็งตัวกลายเป็นน้ำแข็งใส เมื่อลูกกุญแจร้องรับกับตัวแม่เป็นที่เรียบร้อย สาวน้อยจึงออกแรงบิดเพียงเล็ก ๆ สลักจากแม่กุญแจก็ถูกปลดอย่างง่ายดาย
บิงโก! ไดอาร์รีบดันประตูลูกกรงออก โผลรับอิสระภาพที่ถูกคุมขังโดยอุโมงค์มืด และได้ตระหนักว่าเวทย์วารีนี่มันดีอย่างนี่เอง
ป่าเบื้องหน้ารกทึบจนอยากจะหาหนทางออก มีเพียงเสียงน้ำตกที่ดังมาไม่ไกลนัก ทำให้พอจะแยกออกว่าที่นี่คงจะเป็นบริเวณใกล้กับแม่น้ำวอลอีฟ แม่น้ำสายหลักที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงคนทั้งเอธาการ์ด
ตรงนี้น่าจะเป็นป่าที่อยู่ทางทิศเหนือของวิหาร เราอยู่ห่างจากนอกเมืองมาประมาณห้ากิโลได้ กิฟฟินน์พยายามวิเคราะห์ ถ้าเราเดินตามทางน้ำตกไปเรื่อย ๆ ก็จะเข้าเขตตัวเมือง เมื่อนั้นค่อยว่ากันอีกที เธอเสนอความเห็น ทั้งหมดเลยตัดสินใจไปที่น้ำแม่น้ำวอลอีฟซึ่งเป็นที่หมายแรก
น้ำตกสูงตระหง่านไหลรินจากผาสูง น้ำจำนวนมหาศาลตกกระทบโขดหินข้างล่าง ด้วยความสูงที่ไดอาร์ไม่กล้าแม้แต่จะชะโงกลงไป ทำเอาเธอต้องเดินห่างจากแหล่งน้ำนั้นด้วยความระแวดระวัง
เมื่อถึงที่หมาย ธิดาเทพแห่งมารินปลดต่างหูข้างหนึ่งออกมา มันค่อย ๆ กลายสภาพเป็นนกพิราบสีขาวขนาดเล็กกว่าปกติ เธอกระซิบเพียงแผ่วเบาที่ข้างหูเจ้านกน้อย ก่อนที่จะปล่อยมันบินขึ้นสู่ท้องฟ้า
ทำอะไรคะ ไดอาร์มองการกระทำแปลก ๆ ก็อดถามขึ้นมาไม่ได้
ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือน่ะ ไม่นานคนของทางวังหลวงคงจะออกตามหาพวกเรา
อ๊ะ! จริงด้วย แหม...เร็วทันใจจริง ๆ ไดอาร์นึกชื่นชมเจ้านกพิราบนั้นเมื่อเห็นร่างขององค์ลักษณ์ฝ่ายซ้ายโผล่ออกมาจากแนวป่าแทบจะในทันที
นายเนี่ย ชักช้าจริง ๆ เลยรู้ไหมว่าพวกเราลำบากแค่ไหน เธอทำท่าจะเดินเข้าไปต่อว่าริวจิน แต่ก็ถูกกิฟฟินน์รั้งแขนเข้าไว้เสียก่อน
เดี๋ยวก่อนไดอาร์ ฉันว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล สายตาของกิฟฟินน์สำรวจชายตรงหน้าด้วยท่าทีไม่ไว้ใจ แล้วก็เป็นดังคาดเมื่อเหล่าชายชุดดำอีกนับสิบคน ต่างก็โผล่ออกมาจากสุมทุมพุ่มไม้ด้วย
ริวจิน หมายความว่าไง ไดอาร์คาดคั้นชายตรงหน้าที่เปรียบเสมือนคู่อริและอาจารย์คนสำคัญ
ไม่ทันที่จะได้คำตอบ ร่างของธิดาปิศาจก็โผล่ออกมาอีกคน รอยยิ้มเหยียดหยันให้พวกเธอแวบหนึ่งก่อนที่จะตรงเข้าไปหาร่างสูงที่ยืนสงบนิ่งอยู่ หล่อนย่อกายทำความเคารพด้วยความนอบน้อม
ถวายพระพรเพคะ...องค์ชายริวจิน
--------
อัพแล้วจ้า ... ช่วงนี้งานเยอะมาก อาจอัพช้าสักหน่อยนะ ^_^
Mulie

