
Wing
บทที่ 2 กางปีก
นี่ลูกจะบอกว่า ลูกเป็นคนก่อตั้งไอ้แก๊งค์บ้านั่นสินะ ศาสตราจารย์เควสเอ่ยขึ้นอย่างเหลืออดเหลือทน บีลีฟลอบมองหน้าป๊ะป๋าที่สวมบทโหดอย่างนึกหวาด ๆ พลางเสมองทางนู้นทีทางนี้ทีอย่างจนปัญญาในการหาทางรอด
"ค..ค่ะ" ในที่สุดเธอก็ต้องจำใจยอมรับผิด
เควสถอดแว่นตาหนาออก เอนหลังพิงพนักอย่างเหนื่อยอ่อน มือหนากดนวดขมับที่ตรึงเครียดอย่างเหนื่อยล้า
"ป...ป๊า หนูขอโทษ" บีลีฟพยายามเข้ามาบีบ ๆ นวด ๆ เพื่อให้เขาหายโกรธอย่างเอาใจ
เควสเพียงโบกมือไล่เธอด้วยเสียงเนือย ๆ "ไปนอนซะ"
บีลีฟหน้าง้ำลงอย่างรู้สึกสลด เธอลุกขึ้นแล้วเดินออกไปจากห้องอย่างเงียบ ๆ แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเสียงของศาสตราจารย์เควสเอ่ยขึ้นก่อนที่เธอจะก้าวขึ้นบันไดไป
"อย่าลืมฉีดวัคซีนก่อนนอนด้วยนะ" เขาเอ่ยขึ้น
บีลีฟหันมาทำหน้าสลดอย่างรู้สึกผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก "คือ ป๊าคะ วัคซีนที่ให้มาเมื่อเดือนก่อนอ่ะคะ ตอนนี้มันหมดแล้ว"
"หมด!"
"ค่ะ ที่จริงหนูกะจะบอกป๊าตั้งแต่เมื่อเย็นแล้ว แต่ว่า..." เธอเงียบไป จะบอกไปได้ไงล่ะว่าเธอมัวแต่หลงระเริงอยู่กับลูกบอลพลุแสนภาคภูมิน่ะสิ
ศาสตราจารย์เควสกุมขมับเครียด รีบกระเด้งออกจากโซฟา ตรงไปยังห้องแล็ปทันทีโดยไม่รีรอ
"ป๊า ดึกแล้วนะคะ เรื่องวัคซีนเดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยทำใหม่ก็ได้ หนูไม่เป็นไรหรอก" บีลีฟพยายามห้าม
ศาสตราจารย์หันมาอย่างเหลืออด "ไปนอน!" เขาออกคำสั่งเด็ดขาด
บีลีฟจึงจำใจต้องรับปาก เดินคอตกขึ้นบันไดเข้าห้องนอน ร่างบางทิ้งตัวบนที่นอนนุ่ม เหงนมองบนฟ้าสีดำ ที่พราวระยับด้วยดารานับล้านส่องแสงวิบวับ ก่อนจะเสไปมองที่นอกหน้าต่าง
ภูเขามายาที่สูงเสียดฟ้าตั้งตระหง่านอยู่ด้านนอก กระทบแสงจันทร์เจ้าสีนวลตาน่ามอง ยอดเขาสูงที่เกินคาดเดามีกลุ่มเมฆสีดำทะมึนโอบล้อมไว้ บีลีฟถอนหายใจเบา ๆ เมื่อดวงตาคู่สวยสีมรกตสุดอยู่แค่ตรงนั้น
ในใจที่ฟุ้งซ่านได้แต่พร่ำถามตัวเองว่า เธอเป็นโรคอะไรกันแน่ ถึงต้องฉีดวัคซีนทุก ๆ คืนตั้งแต่จำความได้ แรก ๆ ที่ฉีดก็เจ็บ ๆ อยู่ แต่พอนาน ๆ ไปก็ชักจะชิน
เธอเคยถามเควสว่าเธอเป็นโรคอะไรกันแน่ แต่คำตอบที่ได้นั้นฟังไม่ค่อยถูกใจนัก ศาสตราจารย์เควสเพียงบอกว่า เธอเป็นโรคเบาหวาน ที่ต้องฉีดอินซูลินทุก ๆ วันเพื่อไม่ให้อาการกำเริบ ทำให้หลัง ๆ มาบีลีฟเริ่มศึกษาเรื่องเบาหวานอย่างจริงจัง จนจับพิรุทได้ว่าเธอน่ะไม่ได้เป็นเบาหวาน แถมยังปกติดีทุกอย่าง พอกลับมาถามป๊าอีกครั้ง เพื่อถามถึงสาเหตุ แต่คำตอบที่ได้คือ
"มันเป็นวัคซีนป้องกันโรคตัวใหม่ที่กำลังแพร่ระบาด มีเด็กน้อยรายนักที่จะได้รับโรคนี้"
คำตอบยังคงคลุมเคลือ แต่บีลีฟก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ เพราะเธอเชื่อใจว่าเหตุผลของป๊านั้นไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม คงไม่ทำให้เธอเกิดอันตราย เพราะเขาเป็นครอบครัวเพียงคนเดียวที่เธอเหลืออยู่บนโลกใบนี้
บีลีฟตะแคงตัวด้วยนอนไม่หลับ ในใจกังวลว่าป๊าเธอคงต้องอดหลับอดนอนเป็นแน่ เพราะห้องแล็ปถูกทำลาย วัคซีนที่เธอจำเป็นต้องใช้ก็หมด
ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด สมองที่แบกรับภาระมาทั้งคืนเริ่มเหนื่อยล้า หนังตาปรือลงแช่มช้า ก่อนที่ความเงียบจะโรยตัวเข้ามาในห้อง แล้วบีลีฟก็หลับอย่างเป็นสุข...
จนกระทั่ง รุ่งอรุณวันใหม่....
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!
ช่วยด้วยยยยย!!!"
เสียงร้องเรียกของสาวน้อยดังลั่นสนั่นบ้าน จนเควสต้องรีบวิ่งขึ้นมา เขาเคาะประตูห้องน้ำ ปัง ๆ ร้องเรียกลูกสาวที่ขังตัวอยู่ในนั้น
"บีลีฟ เป็นไรลูก" เขากระหน่ำเคาะอย่างบ้าคลั่งด้วยห่วงลูกสาวคนสวย
"ป๊า มันมีอะไรเกาะหลังหนูอยู่ก็ไม่รู้" เสียงสั่นเครือระคนร้อนรนดังมาจากในนั้น ก่อนที่ประตูห้องน้ำจะค่อย ๆ แง้มออกมา
ใบหน้าหวานเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา สีหน้าตื่นตกใจสุดขีดโผลเข้าหาเควสอย่างคนไร้ที่พึงพิง เมื่อชุดนอนสีหวานกำลังพองขึ้น ๆ อย่างไม่ทราบสาเหตุ เหมือนมีบางอย่างมันผุดออกมาจากด้านหลังเธอ
"ไม่เป็นไรลูก ใจเย็น ๆ" เควสปลอบประโลมบีลีฟอย่างรู้ถึงสาเหตุ เขาก้มตัวประทับรอยจุมพิตที่หัวทุย ๆ อย่างนึกสงสารในชะตากรรมของเด็กน้อย
"บีลีฟ ป๊าเคยสอนลูกเสมอว่าอย่าศรัทธาในพระเจ้าใช่ไหม"
"ค่ะ ป๊ะป๋าบอกว่าพระเจ้าคือนิทานก่อนนอนของเด็กโง่ และนางฟ้าก็เป็นแค่เรื่องล้างสมองของคนที่ไม่พัฒนา ป๊าบอกให้หนูเชื่อแต่วิทยาศาตสตร์กับสิ่งที่พิสูจน์ได้"
เควสยิ้มให้ลูกสาวอย่างนึกเอ็นดู "ใช่ลูกรัก ป๊าเคยบอกกับหนูอย่างนั้น แต่ตอนนี้ ป๊าขอให้หนูเชื่อในนางฟ้าสักครั้งเถอะ"
แล้วเควสก็ฉีกเสื้อนอนด้านหลังที่ตุงขึ้นของบีลีฟออก เผยให้เห็นแผ่นหลังที่มีบางอย่างกำลังงอกออกมาช้า ๆ เขาหมุนตัวสาวน้อยให้มองไปยังกระจกบานใหญ่ในห้อง
ปีกสีเงินเกือบขาว คล้ายขนนก กางสยายออกอย่างงดงาม ดวงตาสีมรกตเบิกกว้างน้อย ๆ ด้วยความตกใจต่อภาพตรงหน้า
เควสก้มตัวลงกระซิบที่ข้างหูลูกสาวสุดที่รัก รอยยิ้มอบอุ่นที่เขามีให้เสมอสะท้อนอยู่ในเงากระจก
"...เพราะนางฟ้าอยู่ตรงนี่แล้วไง บีลีฟ ลูกรัก"
------------
บรรดาแก็งค์เด็กแสบแห่งเฟดินาน ขับพากันขับรถมาจอดหน้าบ้านหลังใหญ่ของศาสตราจารย์เควส ฟานเดอลุคด้วยความเป็นห่วงลูกพี่ใหญ่แห่งแก็งค์
มาร์คีปก้าวลงจากรถพร้อม ๆ กับก๊วนเด็กแสบ พวกเขาสบตากันอย่างถามความเห็นว่าควรจะเข้าไปหรือไม่เข้าไปดี
"เอาไง จะเข้าหรือไม่เข้า" เมอริก ลูกชายเจ้าของธุรกิจการสื่อสารและคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดของมหานครเอ่ยถามความเห็นจากมาร์คีป ที่เดินงุ่นง่านวนไปวนมาอยู่ตรงแถว ๆ รั้วอยู่หลายรอบ
"ให้ทำไงเล่า ถ้าศาสตราจารย์เควสยังไม่รู้ความจริงแล้วเราโผล่เข้าไปตอนนี้ ความก็แตกพอดีน่ะสิ"
"งั้นกลับ" เมอริกว่า
"เฮ้ย กลับได้ไงมาถึงนี้ไงก็ต้องลุย ถ้าลูกพี่เกิดโดนจับได้ เราจะได้ช่วยทันไง" ซิลล์ น้องชายนายตำรวจใหญ่เอ่ยค้าน
มาร์คีปสูดหายใจลึก ๆ หมายเรียกกำลังใจให้ตน "เอาวะ เป็นไงเป็นกัน" แล้วเขาก็ออกนำเข้าสู่ตัวบ้าน
ก๊อก ๆ ๆ
"สวัสดีคร้าบบ..." มาร์คีปแง้มประตูเข้าไปอย่างถือวิสาสะ เมื่อเรียกตั้งนานแล้วไม่มีใครขานรับ "สวัสดีคร้าบ บีลีฟอยู่ไหม" เขาตะโกนลั่นบ้าน และเมื่อไม่มีใครตอบกลับเขาก็หันมาถามความเห็นจากพวกพ้อง
"สงสัยอยู่ข้างบนมั้ง" เมอริกออกความเห็น พลางดันให้ซิลล์บันไดขึ้นนำไปก่อน
"งานนี้เราเจอข้อหาบุกรุกแน่" ซิลล์บอกอย่างหวาด ๆ หากศาสตราจารย์ไม่พอใจแล้ววิ่งไปแจ้งความขึ้นมา
"เอาน่า พี่นายเป็นถึงผู้การใหญ่ นายจะกลัวอะไร" เมอริกว่าให้
"นั่นไง ห้องนอนลูกพี่" ซิลล์ชี้ไปยังประตูสีชมพูหวานสวยเพียงหนึ่งเดียวในบ้าน หน้าประตูมีป้ายไม้ประดับกุหลาบพุ่มเล็กแขวนไว้ว่า 'Believe Room'
ก๊อก ๆ ๆ
"ลูกพี่คร้าบ พวกเรามาหา"
บีลีฟที่กำลังจมอยู่ในห้วงปริศนา สะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ เธอผละออกจากหน้ากระจกในทันที
"ป๊า ทำไงดี" เธอถามด้วยความร้อนรน ไม่แพ้กับศาสตราจารย์เควสในตอนนี้ ดูเขากระสับกระส่ายเกินเหตุ
"อยู่ในนี้ อย่าออกไปไหนเข้าใจ๋?"
"ทำไมล่ะ พวกเขาไม่ทำอะไรหนูหรอก เราเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน"
เควสกรอกตาขึ้นฟ้าอย่างเหลืออด
เด็กหนอเด็ก!
"อยู่ในนี้" เขาหันมาสำทับเสียงเข้ม ก่อนออกไปรับหน้ากับแก็งค์เด็กแสบ
ประตูเปิดออกและปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ศาสตราจารย์เควสออกมาเพียงเท่านั้น ซิลล์ชะเง้อชะแง้พยายามมองหาบีลีฟในห้อง แต่ก็ถูกร่างสูง ๆ ของเควสบังไว้มิด
ศาสตราจารย์เควสตีสีหน้าดุ ๆ เอ่ยถามพวกเขาเสียงเข้ม "พวกเธอมาทำอะไรกันในบ้านฉัน"
ทั้งสามมองหน้ากันเลิกลัก เหงื่อแตกพลัก ๆ หาเหตุผลร้อยแปดมาอ้างพัลวัน "ค...คือ พวกเรา"
"พวกเรามาหาบีลีฟครับ" มาร์คีปโผลงออกมา
ศาสตราจารย์เควสแสร้งเลิกคิ้วขึ้น "ร้อยวันพันปีไม่เคยมาหา นี่พวกเธอเป็นสนิทกันตั้งแต่เมื่อไรหรอ" เขาก้มหน้าพลางใช้สายตาดุ ๆ หลังแว่นหนาจิกไล่ถามเด็กหนุ่มทั้งสาม
มาร์คีปอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ สะกิดให้เมอริกช่วย "ค..คือ เปล่า ค...คือ พวกเรา อ่อ! พวกเราได้ข่าวว่า บีลีฟเก่งเรื่องคณิตศาสตร์ ก็เลยกะว่าให้มาติวให้หน่อย จริงไหม ๆ"
"ใช่ ๆ ติวคณิตครับ" ทั้งซิลล์และมาร์คีปรีบออกรับอย่างพร้อมเพียง
ศาสตราจารย์เควสกระแอมอย่างรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของจอมกระล่อนทั้งสาม แต่เขาก็แสร้งทำเป็นไม่รู้ว่า ไอ้เด็กพวกนี้คงมาหาลูกสาวสุดหวงของเขา เพราะเป็นห่วงว่าจะถูกจับได้ว่าคือตัวแม่แห่งแก็งค์กวนเมืองล่ะสิ
เควสพยักหน้ารับเนิบ ๆ "อย่างนั้นเองหรอ...แต่วันนี้บีลีฟเขาไม่สบายน่ะ คงติวให้พวกเธอไม่ได้"
"ลูกพี่ เอ้ย! บีลีฟเป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ" ซิลล์แทบจะตระครุบปากตัวเองไว้ไม่ทัน
"ก็ตกใจกลัวเรื่องเมื่อคืนน่ะ พวกแก็งค์กวนเมืองมันปาระเบิดใส่ห้องแล็ปฉันเสียยับเยิน พูดถึงเรื่องนี้เห็นทีจะต้องจัดการให้เด็ดขาด พวกเธอรู้จักหัวหน้าแก็งค์มันไหม" ศาสตราจารย์เควสทำเสียงเข้ม
"ไม่ครับ ไม่รู้จักเลย" ทั้งสามรีบส่ายหน้าปฏิเสธ
"งั้นวันหลังพวกผมมาใหม่นะครับ สวัสดีครับ" เมอริกยกมือไหว้ แล้วรีบดันให้หลังเพื่อนอีกสองคนให้ไปพ้น ๆ จากบริเวณนั้น
"เกือบไม่รอดแล้วสิ" มาร์คีปถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อก้าวขึ้นรถสปอร์ตคันงาม
"นั้นดิ ดีนะที่ศาสตราจารย์ยังไม่รู้ความจริง" ซิลล์ว่าพลางมองไปยังห้องของบีลีฟอย่างนึกเป็นห่วงลูกพี่คนเก่ง "ไม่รู้ว่าตอนนี้ลูกพี่เป็นไงบ้างน่อ...เฮ้ย!!"
"แหกปากทำไมวะซิลล์ หนกหู" มาร์คีปทำหน้ายุ่ง
"ดูนั่นดิ ตัวไรวะ" ทุกคนมองตามซิลล์ที่ชี้ไปยังหน้าต่างห้องของบีลีฟ
ปีกนกใหญ่ ๆ ขยับตัวไว ๆ อยู่หลังม่านลูกไม้สีขาวบาง ๆ แถมตรงนั้นมีใบหน้าคุ้น ๆ โผล่แวบ ๆ
"สัตว์ประหลาดป่าววะ เฮ้ย แล้วลูกพี่เรา ตายแล้ว ทำไงดี"
สัตว์ประหลาด!!
ใช่ ๆ ฉันเห็นมันมีปีกใหญ่ ๆด้วย
ปีกหรอ...! มาร์คีปพยายามนึกภาพตาม เฮ้ย!! หรือว่าจะเป็นปีศาจบนเขามายาที่เขาล่ำลือกัน!
"เวงเอ๊ย! ซิลล์ โทรบอกพี่นายให้ยกมาทั้งโรงพักเลย ถ้ามันหลุดออกมา เฟดินานบรรลัยแน่"
"เออได้ ๆ" ซิลล์รีบล้วงโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋า ต่อสายตรงถึงพี่ชายทันที
"โหลพี่ ขอหน่วยสวาททั้งทีม ที่บ้านศาสตราจารย์เควสด่วน ...เออ ไม่ต้องถามมาก ปีศาจเขามายามันบุกแล้ว... นี่มันเป็นเรื่องระดับชาติ ย้ำว่าขอหน่วยสวาทมือดียกทีม"
"ป๊าทำไงดี พวกนั้นมันเรียกหน่วยสวาทมาจัดการหนู" บีลีฟเดินวุ่นเป็นหนูติดจั่นอยู่ในห้อง เควสรีบกระชากม่านมาปิด ก่อนที่จะเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าแล้วโยนกระเป๋าเดินทางมาให้บีลีฟรับไว้
"เก็บให้เรียบ เราจะเดินทางกัน"
------------
ขอบคุณทุกคอมเม้นท์และโหวตเช่นเดิมค่ะ
M u l i e
สมัครสมาชิก