
Wing
บทที่ 3 กลับบ้าน
รถกระป๋องเก่า ๆ สีเหลืองซีด มีรอยสนิมเกาะช่วงท้ายกระโปง และเสียงเครื่องดัง โคล้งเคล้ง น่าหวาดเสียวว่าอะหลั่ยจะหลุดแหล่มิหลุดแหล่ แล่นออกจากตัวเมืองเฟดินาน ตรงสู่ทิศใต้สู่หมู่บ้านวิควีค หมู่บ้านชนบทเต็มขั้นแถบชานเมืองเฟดินานที่เต็มไปด้วยป่าเขา ยิ่งใกล้กับเขตหมู่บ้านเท่าไร หมอกหนาก็ยิ่งลงจัด อากาศรอบ ๆ เริ่มเย็นขึ้นมาจับใจ จนสาวน้อยที่นอนขดอยู่หลังรถต้องกระชับผ้าห่มให้แน่นขึ้น
เธอยันตัวขึ้นมาเกยหน้ากับที่นั่งคนขับ เพ่งสายตาฝ่าหมอกหนายามสายที่ยังคงไม่สลายตัวด้วยความยากลำบาก
"เราจะไปไหนกันคะ"
"ไว้ถึงก็รู้เอง ตอนนี้หลบลงไปก่อน ถ้าเกิดฮอ ของหน่วยสวาทเห็นเข้า เดี๋ยวจะยุ่ง" เควสว่า พลางดันหัวของลูกสาวกลับไปด้านหลัง
บีลีฟเบ้ปาก พลางเอาผ้าห่มคลุมปีกด้านหลังไว้มิดชิด เธอมองสภาพรถเก่าอย่างนึกขอบคุณ หลายวันก่อน เธอยังยุให้ป๊าขายมันทิ้งอยู่เลย แต่วันนี้มันกลับช่วยชีวิตเธอไว้ ถ้าไม่ได้มัน เธอคงไม่รอดจากด่านตรวจตราของหน่วยสวาทแน่ ดีที่มันเก่าคร่ำครึจนไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นรถของศาสตราจารย์จอมอัจฉริยะ เควส ฟานเดอลุค หน่วยสวาทจึงปล่อยให้ผ่านด้านออกมาง่าย ๆ
รถวิ่งมาได้สักระยะ ก็เข้าสู่เขตหมู่บ้านวิควีค สังเกตได้จากป้ายไม้โทรม ๆ เอียงกระเท่เร่ ที่ปักอยู่ข้างทาง
ศาสตราจารย์เควส ขับรถกระป๋องไปตามถนนแคบ ๆ จนถึงท้ายหมู่บ้าน รั้วไม้ผุ ๆ และหญ้ารกทึบ ดูแล้วไม่น่าจะมีคนอาศัยอยู่ได้ ยกเว้นเสื้อผ้าที่ถูกซักใหม่ ตากอยู่ข้าง บ้านทำให้พอคาดได้ลาง ๆ ว่าที่นี่ยังไม่ร้าง
บีลีฟก้าวลงจากรถและไม่วายคลุมผ้าห่มลงมาด้วย เธอมองไปรอบ ๆ บ้านที่ติดกับเขตป่า ดูแล้วชวนขนลุกชอบกล
"มานี่เร็ว" ศาสตราจารย์เควสเร่งเธอให้รีบตามเข้าบ้านไป ซึ่งเธอก็ไม่รอช้า
"สวัสดีครับ คุณมูคิว" เควสใช้เสียงนำไป ก่อนที่จะเปิดประตูบ้านอย่างถือวิสาสะ
หญิงวัยกลางคนร่างอวบท่าทางใจดีโผล่หน้าออกมาจากครัว ในมือถือตะหลิวและขวดน้ำมันติดมาด้วย
"อ้าว! ศาสตราจารย์ เชิญค่ะ เชิญเข้ามาก่อน" เธอว่าพลางวางตะหลิวลง มืออวบ ๆ เช็ดกับผ้ากันเปื้อนให้ดูดีที่สุด "รอเดี๋ยวนะ ฉันขอจัดการกับในครัวสักครู่" เธอว่าแล้วหายกลับเข้าไปสักพัก ก็ออกมาพร้อมด้วยชุดน้ำชาและขนมเค้กบลูเบอรี่น่ากินสามชิ้น
บีลีฟรับมันมาและลงมือกินโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เพราะตั้งแต่เช้า ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยสักนิด
คุณมูคิวนั่งลงมองบีลีฟกินเค้กด้วยความเอร็ดอร่อยก็ยิ้มอย่างนึกเอ็นดู ราวกับว่าไม่ได้พบเจอหลานสาวมาเป็นแรมปี ก่อนหันมาหาศาสตราจารย์เควส
"มีอะไรหรือเปล่าวันนี้ คงไม่ได้มาหาฉันเพราะคิดถึงหรอกนะ" เธอว่าอย่างอารมณ์ดี ผิดกับศาสตราจารย์ที่มีสีหน้าเคร่งขรึมผิดปกติ
"เรามีปัญหาแล้วล่ะ"
แล้วศาสตราจารย์เควส ก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้กับคุณมูคิวฟังทั้งหมด
"คุณพระคุณเจ้า เราจะทำอย่างไรต่อกันดี" คุณมูคิวอุทานเสียงหลง มองไปยังหลังของบีลีฟที่มีผ้าห่มคลุมไว้ เจ้าตัวมองทั้งสองด้วยสีหน้างง ๆ ว่าจะกระโตกกระตากอะไรหนักหนา จริงอยู่ที่เธอมีปีกงอกมาจากกลางหลังมันเป็นเรื่องใหญ่โต แต่ไม่น่าถึงกับทำท่าจะเป็นจะตายขนาดนี้
"แล้วปีกล่ะ ปีกสีอะไร" คุณมูคิวมีสีหน้าร้อนรนกว่าเดิมเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้บางอย่าง
บีลีฟเลิกผ้าห่มออกโชว์ปีกสวยกลางหลัง ที่ตอนนี้เธอเริ่มจะชินกับมันนิด ๆ และพอจะบังคับให้มันขยับได้
คุณมูคิวมองปีกสวยสีเงินเกือบขาว คล้ายขนนกแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก "โชคดี"
"ใช่ครับ โชคดีมากที่เป็นสีนี้" เควสพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
"โชคดี?" บีลีฟชักจับต้นชนปลายไม่ถูก เจ้าตัวเลยทำหน้ายุ่งเป็นยุงตีกัน แต่ก่อนที่จะได้ถามข้อข้องใจ ร่างอวบ ๆ ของคุณมูคิวก็ลุกขึ้น
"ก่อนอื่น ฉันคงต้องหัดให้เธอจัดการกับปีกตัวเอง"
---------------
บีลีฟยืนนิ่งอยู่กลางบ้านโดยไม่ได้ไหวติงไปไหนราว ๆ สีชั่วโมงเศษ เธอถูกฝึกให้หัดกางปีกและเก็บปีกเมื่อไม่ได้ใช้งาน กว่าจะทำได้จริง ๆ จัง ๆ ก็เล่นเอาเสียเหนื่อย คุณมูคิวยิ้มอย่างชื่นชมนิด ๆ สำหรับคนที่หัดกางปีกครั้งแรกที่ทำได้ถึงขนาดนี้ ก็นับว่าอัจฉริยะมากแล้ว เพราะโดยทั่วไป มักจะใช้เวลาราว ๆ หนึ่งสัปดาห์กว่าจะคล่องแคล่ว
แล้วในที่สุด ปีกสวยที่กลางแผ่นหลังก็หุบเก็บเข้าที่ โดยไร้ร่องรอยว่าเคยมีปีกมาก่อน
เธอถอนหายใจอย่างโล่งอก ว่าไม่ต้องกังวลว่าจะโดนหน่วยสวาทจับตัวไปส่งให้ห้องทดลองอีกแล้ว
"ขอบคุณนะคะ ทีนี้เราก็กลับได้แล้วสิ" เธอหันมาถามเควส
เขาส่ายหน้าช้า ๆ อย่างเตรียมใจกับสิ่งที่จะพูดออกไปได้ยากยิ่ง "ไม่ได้หรอก ลูกกลับไปไม่ได้อีกแล้ว"
บีลีฟได้ฟังถึงกับหน้าเสีย "ทำไมละคะ หนูรอให้ป๊าทำวัคซีนใหม่ก็ได้ ไม่มีใครจับได้หรอก"
"ไม่มีวัคซีนนั้นอีกแล้ว" เขาบอกเสียเรียบ ๆ อย่างสะกดกั้นอารมณ์
บีลีฟถึงกับทรุดลงไปกับพื้น ปีกที่เก็บไว้อย่างดี กางออกเมื่อเจ้าของไม่มีสมาธิพอที่จะสกัดมันไว้
"เห็นไหม เมื่อไม่มีวัคซีนลูกก็จะกางปีก" เควสเข้ามากอดลูกสาวไว้ "ถ้ากลับไปเฟดินาน ลูกต้องโดนจับไปทดลองแน่"
"หรือว่าหนูคือปิศาจเขามายาที่เขาว่ากันหรอ ถ้างั้นแล้วจะให้หนูไปอยู่ไหน" เธอถามทั้ง ๆ ที่มีน้ำตานองอยู่เต็มใบหน้าหวาน
"กลับไปที่ ๆ ลูกจากมา กลับบ้านของลูกไง"
บ้าน?
คุณมูคิวเอ่ยอย่างหนักแน่น ใช่ บ้านของเธอ มหานครวิงโซว์
------------
"แล้ววิงโซว์เนี่ย มันอยู่ส่วนไหนของโลกล่ะคะ" บีลีฟถามขึ้นด้วยเสียงเนิบนาบ หลังจากถกเถียงอยู่นานว่าเธอจะไม่ยอมไปไหนทั้งสิ้น แต่หลังจากยกเหตุผลมาร้อยแปดประการว่าการที่เธออยู่เฟดินานต่อไป ก็รังแต่จะนำความเดือดมาให้เควส ที่ต้องคอยหลบ ๆ ซ้อน ๆ เธอไว้ สู้เธอไปอยู่ที่วิงโซว์แล้วกางปีกได้อย่างสบายใจจะดีกว่า ดีทั้งเควสและดีทั้งตัวเธอ
"ไว้ฉันพาเธอไปแล้วเธอจะรู้เอง รับรองมันใกล้จนเธอต้องตกใจเชียวล่ะ" คุณมูคิวบอกด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ ก่อนยกชุดน้ำชากับซากเค้กบูลเบอรี่ไปจัดการเก็บกวาดในครัว
"แล้วป๊าไม่ไปกับหนูหรอ หนูจะอยู่อย่างไง" เธอเริ่มโวยวาย
"เดี๋ยวคุณมูคิวคงจัดการให้เองแหละลูก"
บีลีฟมองซ้ายมองขวา เมื่อยังเห็นหญิงสาววัยกลางคนยังสาละวนในครัว เจ้าตัวก็กระเถิบเข้ามาใกล้ๆ กับเควส "ไว้ใจได้แน่นะ" เธอกระซิบเบา ๆ อย่างนึกระแวง
เควสหัวเราะน้อย ๆ กับความไร้เดียงสาของลูกสาว "ได้สิ เขาเป็นคนพาหนูมาอยู่นี่ แล้วยังยกหนูให้ป๊าเองเลยนะ"
"หา!" เธอเผลออุทานดังไปนิด จนต้องรีบตระครุบปาก "นี่หรอ แม่ทูนหัวคนนั้นที่ป๊าเคยบอกหนูอ่ะ"
เควสพยักหน้า
บีลีฟแอบมองในครัวอีกครั้ง เธอรู้ดีมาตลอดว่าศาสตราจารย์เควสไม่ใช่บิดาแท้ ๆ ของตัวเอง ดูได้จากหน้าตาและกรุ๊ปเลือด ที่ต่างกันไกลโข ตอนเด็ก ๆ เธอเคยสงสัยว่าทำไมเธอมีแต่พ่อ แล้วแม่ไปไหน พอสืบไปสืบมา ก็กลับรู้ว่าไม่มีทั้งพ่อทั้งแม่ เพราะด้วยความอยากรู้อยากเห็นแท้ ๆ ตอนอายุได้แปดขวบ เธอแอบเอาดีเอ็นเอของเควสไปลองตรวจดู ก็ปรากฏว่าไม่มีส่วนไหนมันตรงกับเธอเลยสักกะติ๊ด
แต่เธอก็ไม่เคยนึกน้อยอกน้อยใจอะไร เพราะเควสก็ดูแลเธออย่างดี ราวกับไข่ในหิน ซึ่งตัวเธอเองก็ตอบแทนเขาด้วยการทำตัวเป็นเด็กสาวแสนดีในฉากหน้า ทั้งเรื่องเรียนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นอัจฉริยะวัยเยาว์ผู้สืบทอดตำนานเจ้าหนูนักวิทยาศาสตร์ของทศวรรษ เรื่องกิริยามารยาททางสังคมที่วางตัวได้ดีไม่แพ้ลูกคุณหนูไฮโซบ้านไหน ๆ รวมถึงเรื่องหน้าตาที่บอกได้คำเดียวว่า กินขาด!
เสียก็แต่...
ฉากหลังนี่แหละ หัวหน้าแก็งค์แห่งเฟดินาน ฟัง ๆ ไปก็เท่ไม่หยอก เสียอย่างเดียวที่ป๊าเธอไม่ปลื้ม
คุณมูลินเดินออกมาขัดจังหวะรำลึกถึงอดีตสุดแสบ ด้วยสร้อยคอสีเงินสวย ตัวจี้เป็นร็อกเก็ตรูปหัวใจขนาดพอเหมาะ
บีลีฟมองมันอย่างงง ๆ เมื่อมืออวบนั้นยื่นสร้อยมาให้เธอ
"นี่เป็นของพ่อกับแม่ของเธอ รับไว้สิ"
บีลีฟมือสั่นน้อย ๆ เมื่อสัมผัสกับเจ้าสิ่งนั้น มันแวววาวเมื่อต้องกับแสงไฟ เธอสวมมันอย่างทะนุถนอมราวกับกลัวมันจะแตกเป็นเสี่ยงอยู่ตรงหน้า
"ของพ่อกับแม่หรอ" เธอพูดกับตัวเองเบา ๆ ก่อนเปิดร็อกเก็ตออก ด้านในเป็นรูปสีชาสองรูปของใครบางคนที่หน้าตาคล้ายกับเธอมาก
ฝั่งซ้ายคือรูปของผู้หญิงสวยมีปีกสีใส ราวกับแก้ว เธองดงามราวนางฟ้าจากสวรรค์ที่ป๊าเคยพร่ำสอนเธอหนักหนาว่ามันไม่มีจริง
ส่วนฝั่งขวาเป็นรูปของชายหนุ่มหน้าตาคมสัน เขามีปีกสีดำสนิทน่าเกรงขาม ยกเว้นเสียก็แต่ดวงตานั้น ดูอ่อนโยน เหมือนยามเธอจ้องตัวเองในกระจก บีลีฟคิดว่าเธอคงมีดวงตาเหมือนพ่อเป็นแน่
"พวกเขาเป็นอย่างไรกันบ้างคะ สบายดีไหม" คำถามที่ถามขึ้นลอย ๆ กับคุณมูคิว หญิงร่างอวบหน้าสลดลงทันใด เธอเดินเข้ามาลูบผมนิ่ม ๆ ของบีลีฟอย่างอ่อนโยน
"พวกเขาไปสบายแล้ว" เสียงแหบพร่าแทบจะกระซิบ เพราะมูคิวกำลังพยายามกลั้นน้ำตาแห่งความเสียใจเอาไว้ไม่ให้เปรอะลงมาบนพวงแก้ม ทั้ง ๆ ที่ผ่านมานานถึงสิบหกปีแล้ว แต่ทุกครั้งที่หวนนึกถึงเรื่องราวในอดีต น้ำตามันก็พาลเอ่อออกมาทุกทีไป
"หรอคะ..." บีลีฟก้มหน้านิ่งไปเพียงอึดใจ แต่เธอก็กลับมายิ้มได้อย่างสดใส "ดีแล้วล่ะคะ ขืนพวกเขายังอยู่แล้วรู้ว่าหนูดื้อขนาดนี้ คงปวดหัวแย่" เธอฝืนหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
เควสและมูคิวมองภาพนั้นอย่างนึกเวทนาในชะตากรรมของเด็กน้อย หญิงวัยกลางคนทรุดร่างอวบ ๆ ลงบนโซฟาข้างบีลีฟ เธอกุมมือสาวน้อยไว้แน่น
"เชื่อเถอะจ๊ะ เขาจะต้องภูมิใจมากที่มีลูกน่ารักแบบนี้"
----------
รถคันเก่าสีเหลืองซีดขับออกไปแล้ว ดวงตาสีเขียวมรกตมองตามจนรถนั้นแล่นไปสุดลูกหูลูกตา เธอถอนหายใจน้อย ๆ รู้สึกโหวง ๆ ชอบกลที่ต้องมาบอกลากับคุณพ่อ ผู้ที่เลี้ยงดูเธอมาถึง 16 ปีเต็ม ๆ
อย่างน้อยป๊าของเธอก็ยังอยู่ ไม่ได้ตายจากกันเสียหน่อย จะเศร้าไปทำไม คิดว่าตอนนี้เราไปเที่ยวสิ ไปเที่ยวก็ต้องมีแต่เรื่องสนุก ๆ คิดได้ดังนั้นเจ้าตัวก็ยิ้มหน้าบาน โบกมือบ๊าย ๆ ทิ้งท้ายให้กับรถกระป๋อง
บีลีฟหันมาหาคุณมูคิวที่ตอนนี้หอบสัมภาระของเธอออกมาจากบ้านเป็นที่เรียบร้อย แถมด้วยกระเป๋าใบย่อมที่คาดว่าจะมีเสื้อผ้าของคุณมูคิดเช่นกัน มือข้างหนึ่งที่หิ้วเจ้านกพิราบสีขาวไว้ในกรงกำลังจัดการลงกลอน ปิดประตูปิดหน้าต่างด้วยความทุลักทุเลอย่างไม่รอช้า
บีลีฟรับเป้สีดำที่ถูกเทสิ่งของไม่จำเป็นออกจนหมด เหลือเพียงเสื้อผ้าสองสามชุดที่คุณมูคิวบอกว่าพอจะไปวัดไปวาได้
"จำไว้ว่า ไปอยู่ที่นู้น เธอห้ามบอกใครเด็ดขาดว่ามาจากเฟดินาน"
"ทำไมละคะ" คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย ขณะยกเป้ขึ้นบ่าแล้วออกวิ่งเหยาะ ๆ ตามร่างอวบที่นำหน้าเธอไปไกล
สาววัยกลางคนยกเจ้ากรงนกพิราบเปิดออก ซึ่งบีลีฟสังเกตเห็นจดหมายน้อยพันอยู่ที่ขาขวา นกพิราบสีขาวรีบโผลบินทันทีเมื่อได้รับอิสรภาพ มันวน ๆ อยู่รอบคุณมูคิวสักครู่ก็ทะยานขึ้นสู่ฟ้าแล้วตรงไปยังภูเขามายา
จากนั้นเธอก็หันมาสบตา พูดด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจังว่า "เพราะที่นั่นก็มีคนจ้องที่จะฆ่าเธออยู่เหมือนกันน่ะสิสาวน้อย"
"หา! แล้วจะส่งหนูไปอยู่นู้นเนี่ยนะ!!!" บีลีฟอยากจะบ้าตายอยู่ตรงนั้น ให้ตายสิ นี่ป๊ะป๋าคิดถูกหรือเปล่าที่ส่งเธอกลับวิงโซว์ หนีเสือปะจระเข้ชัด ๆ
"ไม่ต้องกังวลหรอก สภาพเธอตอนนี้ยังปลอดภัยอยู่ ขอเพียงแค่ไม่เปิดเผยประวัติตัวเองไปมากกว่านี้"
"ทำไมละคะ หรือว่าสายเลือดหนูมันจะมีปัญหา" สาวน้อยเริ่มโทษกับชีวประวัติที่คลุมเครือของตนเอง
มูคิวชะงักเล็กน้อย ก่อนยิ้มอย่างมีเลศนัย แล้วเปลี่ยนเรื่อง
"เอ้า! เร็วเข้าสิ เราต้องเดินทางกันอีกไกลนะ สายกว่านี้การจราจรติดขัดแน่ ช่วงนี้ยิ่งมีการประชุมของพวกสภาวิงโซว์อยู่ด้วย" เธอหันมาเร่ง
บีลีฟหันมาทำหน้าตาสงสัยแบบไม่เข้าใจสุด ๆ
อะไรนะ? การประชุมสภาหรอ...
แต่เมื่อคุณมูคิวทำเป็นเมินเฉยต่อข้อสงสัย บีลีฟก็ทำหน้ามุ่ย นึกปลงในชะตากรรม
นี่เธอต้องเจอเรื่องวุ่นวายไปถึงเมื่อไรเนี่ยยยยยย!!!!
--------
ช่วงนี้เรากำลังตะเวนถ่ายภาพที่สวย ๆ ไปนั่งแถวชายทะเลตอนพระอาทิตย์ตกดิน เก็บภาพท้องฟ้า แล้วก็ภาพน้ำทะเลกระทบฝั่ง ถึง image จะไม่เข้ากับเรื่อง แต่ก็ได้แนวคิดแปลก ๆ ดีเหมือนกัน กะว่าจะเอามาเป็นBGของเรื่อง Mix ไปเรื่อย ๆ ไม่รู้จะออกมาเป็นไงเหมือนกัน
(ฟังแล้วดูเป็นการเป็นงานมั่ก ๆ แต่จริง ๆ ก็แค่หาที่สบายใจ นั่งชมวิวไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้นเอง คิคิ)
ขอบคุณอีกครั้งสำหรับคอมเม้นท์และโหวตค่ะ
ติชมกันได้ จะได้เป็นแนวทางและแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนต่อไป ^_^
M u l i e
สมัครสมาชิก