Wing
บทที่ 5 คฤหาสน์เอเคดา
ตาบอดหรือไงห๊ะ!!
บีลีฟแหวขึ้นด้วยอารมณ์หงุดหงิดอย่างที่สุด จนลืมไปว่ามีสายตานับร้อยของประชาชีกำลังพุ่งตรงมาที่เธอเป็นจุดเดียว แต่กว่าที่สาวน้อยแสนซ่าจะรู้ตัว คุณมูคิวก็อยากจะเอากระสอบมาคลุมแล้วขโมย ยัยตัวแสบให้ไปพ้น ๆ จากตรงนี้ให้รู้แล้วรู้รอด
ร่างสูงคู่กรณี ก้มมองเธอ ดวงตาสีนิลเบิกขึ้นนิด ๆ เมื่อสบกับดวงตาคู่สวยสีมรกต
"เธอ/นาย!"
บีลีฟชี้หน้าชายหนุ่มที่เคยช่วยเธอไว้ไม่ให้กลายเป็นเด็กหลงทางเมื่อครั้งอยู่ที่เฟดินาน
"เธอนี่มันยอดยุ่งจริงแหะ"
ประโยคแรกที่หลุดออกจากปากชายหนุ่มเมื่อเขาเรียกสติให้กลับมาได้ คิ้วเข้มขมวดยุ่ง อย่างรู้สึกรำคาญใจต่อเด็กสาวตรงหน้า
บีลีฟพ่นลมผ่านจมูกฮึดฮัด เหมือนกับเด็กถูกขัดใจ "พูดให้มันดี ๆ หน่อย ถึงนายจะเคยช่วยฉันไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมายืนชี้หน้าสั่งสอนฉันได้ รู้หรือเปล่าว่าฉันเนี่ยเป็นใคร" วิญญาณราชินีแห่งเฟดินานกำลังแผ่ขยายรัศมีนางพญา หัวหน้าแก๊งค์เด็กแสบยามราตรีกาลที่ไม่มีใครกล้าแหยมอย่างเต็มภาคภูมิ จนคุณมูคิวต้องรีบเข้ามาดึงเธอให้หลบไปอยู่ด้านหลัง และบีบแขนเรียวเล็กแรง ๆ อย่างเตือนสติ
"คือหลานสาวของดิฉันมันไม่ประสา เพิ่งมาจากบ้านนอกบ้านนา ต้องขอประทานโทษคุณชายด้วยนะคะ" คุณมูคิวโค้งตัวอย่างอ่อนน้อม พลางกระทุ้งศอกไปที่ท้องเข้าเต็มรัก เร่งให้สาวน้อยแสนซนข้าง ๆ รีบทำตาม
บีลีฟเบ้หน้าเล็ก ๆ ก่อนก้มตัวแบบขอไปที ก่อนจะเงยหน้ามาแลบลิ้นปลิ้นตาทำท่าล้อเลียน แต่พอเห็นสายตาดุ ๆ ของคุณมูคิวที่ส่งรังสีพิฆาตมาให้ เจ้าตัวเลยรีบแสร้งทำเป็นสงบเสงี่ยมเจียมบอดี้
ชายหนุ่มโบกมือน้อย ๆ เป็นสัญญาณว่า ไม่เป็นไรหรอก แค่นี้มันเรื่องขี้ผง คนสูงศักดิ์อย่างเขาไม่ใส่ใจ (บีลีฟคิดเอาเอง) ก็ยิ่งทำให้สาวน้อยรู้สึกหมั่นไส้คุณชายตรงหน้านี้มากขึ้นเป็นทวีคูณ
แต่ไม่ทันไร ชายฉกรรจ์ประมาณสามสี่คนก็กรูเข้ามาที่ชายหนุ่มจอมเก๊กตรงหน้า พวกเขาคำนับอย่างอ่อนน้อม ก่อนผายมือเชื้อเชิญให้เขาไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งบีลีฟคาดว่าคงเป็นราชรถที่มาเกยถึงที่ ชายหนุ่มชักสีหน้ารำคาญตามแบบฉบับ ก่อนเดินไปแต่โดยดี
คุณชายหนีมาแบบนี้ มันอันตรายนะขอรับ ใกล้เวลานั้นแล้วด้วย เกิดอะไรขึ้นมาจะแย่นะขอรับ ท่านโครโนยิ่งเป็นกังวลมาก ๆ อยู่ด้วย
รู้แล้ว ๆ เรื่องนี้ฉันจะเรียนกับคุณพ่อเอง เขาบอกปัดอย่างรำคาญใจ พลางเสมองออกมานอกรถส่วนตัว ดูวิวข้างนอกที่น่าทัศนามากกว่าเหล่าองคลักษณ์จอมจุ้นจ้าน พลันสายตาสีนิลก็ไปสบกับร่างเล็กของหญิงสาวคู่กรณีที่มีทำทีโวยวายหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่กลางลาน
เขายิ้มน้อย ๆ อย่างนึกขำ แล้วพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
ยัยเซ่อเอ๊ย
ส่วนอีกฝ่ายที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นยัยเซ่อ ก็กำลังโวยวายได้ที่ "ขี้เก๊ก ชิ!! หล่อตายแหละ" บีลีฟแอบบ่นงุบงิบอยู่ข้างหลังคุณมูคิว
หญิงวัยกลางคนยิ้มให้กับความแสนซนของแม่สาวน้อยตรงหน้า "ทำเป็นพูดดีไป รู้หรือเปล่านั้นน่ะ คุณชายไซเฟอร์แห่งตระกูล ไวทอรี เชียวนะ"
"ห๊ะ! อะไรนะคะ ตระกูลอะไร ไว ไว ชื่ออย่างกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป"
คุณมูคิวกุมขมับ กรอกตาขึ้นฟ้า "ไวทอรีจ๊ะ สงสัยว่าอันดับแรกต้องจับเธอเข้าคอร์สติวเข้ม วิงโซว์ศึกษาสักยกสองยกแล้วล่ะ"
บีลีฟฟังแล้วเหงื่อตกแหมะ ๆ "ไม่ต้องเข้มมากก็ได้นะ หนูว่าค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่า เดี๋ยวดีไม่ดี สมองน้อย ๆ จะระเบิดเอา"
"จ้า ๆ แม่ตัวดี" คุณมูคิวขี้ผมสีทองนุ่ม ๆ อย่างนึกหมั่นไส้ จากนั้น สองสาวต่างวัยก็พากันขนสัมภาระไปที่ประตูทางออกผู้โดยสาร
เราจะไปพักกันที่ไหนคะคืนนี้ บีลีฟเอ่ยขึ้นขณะก้าวเข้าระบบแสกนร่างกายตรวจจับวัตถุอันตรายต้องสงสัย เธอยกแขนเก้ ๆ กัง ๆ ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ซึ่งก็ผ่านไปได้ด้วยดี
คุณมูคิวรีบดันหลังให้เธอเดินต่อเพราะเจ้าตัวกำลังขวางทางคนอื่น เราจะไปที่ตระกูลเอเคดากันจ๊ะ
บีลีฟผูกคิ้วเรียวเป็นโบว์กลางหน้าผาก เอาอีกแล้ว ชื่อตระกูลแปลกประหลาดโผล่มาอีกหนึ่ง เธอบ่นอย่างเซ็ง ๆ
เอาน่ะ อย่าบ่นไปเลย แค่ตระกลู ไวทอรี ดาร์วิค เอเคดา และซีซาวาริน ตระกูลใหญ่แห่งวิงโซว์สี่ตระกูลที่สำคัญมาก เธอจะต้องจำ ๆ ๆ คุณมูคิวจิ้มไปที่ขมองอิ่ม ๆ ของสาวน้อย เพราะทั้งสี่คือตัวแทนในสภาวิงโซว์ เข้าใจ? เอ้า!! เข้าลิฟต์ไปก่อน แล้วค่อยว่ากัน
ดังนั้นสาวน้อยช่างซักจึงต้องพับเรื่องรกสมองเก็บลงไป และขึ้นไปบนลิฟต์แก้วขนาดใหญ่แต่โดยดี
ภายในลิฟต์ราวกับอยู่ในห้องโดยสารขนาดใหญ่ ที่นี่มีเบานั่งล้อมรอบให้เลือกมากมาย แต่ผู้คนส่วนใหญ่มักจะเลือกที่จะยื่น เหตุผลข้อหนึ่งอาจมาจาก พวกเขาสละที่นั่งให้แก่เด็กและคนชรา หรือ เพราะสถานที่จุดหมายปลายทางมันใกล้กว่าที่จะยืนแล้วทำให้เมื่อย
เมื่อคนในลิฟต์มากพอ ประตูจึงปิดลง แสงสว่างจากข้างนอกที่ส่องเข้ามาก็ถูกบดบังมิด จากนั้น แสงไฟเรืองรองสีนวลตาก็จุดขึ้น ไล่ไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ระดับชั้นโดยสารไปจนสุดปลายทางด้านบน บีลีฟแหงนมองแสงไฟเหล่านั้นด้วยความอัศจรรย์ใจ แสงนั้นไม่ใช่แสงนีออนอย่างที่เฟดินานใช้ แต่มันเป็นแสงของดอกไม้สีฟ้าที่ถูกนำมาใช้เป็นแสงนำทาง
ลิฟต์เคลื่อนตัวเหมือนมีแรงกระชากบางอย่างจากด้านบน ซึ่งไม่ใช่เชือกหรืออะไรอย่างที่บีลีฟจะจินตนาการออกแน่ เพราะเท่าที่เห็น เหมือนกับว่าเจ้าห้องโดยสารขนาดยักษ์นี้ มันยกตัวเองได้อย่างไรอย่างนั้น
เก็บอาการหน่อยสาวน้อย คุณมูคิวเอ่ยแซวสนุกปาก เมื่อเห็นบีลีฟตื่นเต้นกับเมืองใหม่ จนลืมปิดบังฐานะแสนอันตรายต่อตัวเอง
ก็แหม... เธอเกาท้ายทอยเขิน ๆ แต่ยังคงสำรวจสิ่งรอบข้างต่อ อีกไกลไหมคะ เธอกระซิบถาม
ไม่หรอกจ๊ะ อ๊ะ! นี่ไงถึงแล้ว ไม่ทันขาดคำ ฝั่งที่เป็นประตูก็เปิดออกพร้อมกับแสงของดอกไม้สีฟ้าที่หรี่แสงลงจนดับสนิท
ผ่านด้านตรวจคนเข้าเมืองโซนAเรียบร้อย เราก็ไปที่คฤหาสน์เอเคดากันเลย
ค่ะ บีลีฟรับปากอย่างว่าง่าย ซึ่งขั้นตอนการตรวจคนเข้าออกเมืองก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก มันเหมือนการผ่านด่านตามท่าอากาศยานหัวเมืองใหญ่ ๆ ในเฟดินานทั่ว ๆ ไป สำหรับบีลีฟแล้วมันค่อนข้างเป็นอะไรที่น่าเบื่อ และมีพิธีรีตองมาก สิ่งเดียวที่พอจะดึงดูดใจให้สาวน้อยคนนี้สนุกกับเมืองวิงโซว์ได้ก็คือ สภาพแวดล้อม ที่ยิ่งจะทวีความงามขึ้น และพอเมื่อคุณมูคิวพาบีลีฟไปถึงคฤหาสน์ของตระกูลเอเคดา
สถานที่แปลกตา และสถาปัตยกรรมสวย ๆ แสนวิจิตทั่วทุกมุมโลก เรียกได้ว่าแทบไม่มีที่ไหนที่บีลีฟไม่เคยได้ย่างกรายเข้าไป และสิ่งที่เจ้าตัวประทับใจเป็นอันดับต้น ๆ ของสถานที่สวยงามของโลก หนึ่งในนั้นคือ ทัสมาฮาม
ซึ่งมันกำลังตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าของเธออยู่ตรงนี้!!
บีลีฟขยี้ตาแรง ๆ และทึ้งผมให้ตื่นจากฝันกลางวันแสก ๆ
เป็นไปไม่ได้ เธอบ่นงึมงำโดยไม่ทันสังเกตุว่าคนของคฤหาสน์ได้กรูกันออกมาต้อนรับขับสู้อย่างพร้อมเพรียงแล้ว
"สวัสดีค่ะคุณย่าเล็ก" หญิงสาวร่างเล็ก หน้าตาน่ารักอย่างกับตุ๊กตาบาบี้ ในชุดสีฟ้าสวยฟูฟ่อง ที่เข้ากับสีของดวงตาสีฟ้าใส ผมสีน้ำตาลอ่อนเป็นลอน แซมด้วยดอกไม้สีขาวเล็ก ๆ เธอถอนสายบัวด้วยความนอบน้อม ราวกับถูกสั่งสอนเรื่องกิริยามารยาทมาอย่างดี
"มาถึงเร็วกว่าที่แจ้งนะคะ ต้องขออภัยด้วย ที่ท่านพ่อ กับท่านพี่ติดประชุมกับทางสภาเลยยังกลับมาไม่ทันน่ะค่ะ ส่วนท่านแม่เดี๋ยวสักครู่ก็ออกมาแล้วค่ะ"
"ไม่เป็นไรหรอกจ้า ฮารานเองก็คงมีธุระยุ่ง ๆ ส่วนโซเฟียร์ก็คงต้องจัดการทุกอย่างในคฤหาสน์ด้วย ทางฉันเองก็ผิดที่เร่งเดินทางกระทันหัน" คุณมูคิวยิ้มละไมให้ พรางส่งข้าวของไปยังสาวใช้ที่กุลีกุจอเข้ามารับอย่างรู้งาน
"ว่าแต่ ไม่เจอกันหลายปี โตเป็นสาวสวยเลยนะ ริต้า"
หญิงสาวที่ชื่อริต้ายิ้มน้อย ๆ ด้วยอากัปกิริยาที่ผู้ดีมีตระกูลมักจะเสี่ยมสอนให้ทำเมื่อเข้าสังคม "ขอบคุณค่ะ คุณย่าเล็กเองก็ยังสวยไม่เปลี่ยนเลยนะคะ คราวก่อนที่คุณย่าเล็กแวะมาเยี่ยมหนูเมื่อห้าหกปีที่แล้วนู้น แค่แป๊ปเดียวเอง หวังว่าคราวนี้จะอยู่นาน ๆ นะคะ เอ... ว่าแต่นั่นใครหรือคะ" ริต้าหันมาทางบีลีฟที่ยืนเก้ ๆ กัง ๆ ราวกับตัวเองเป็นส่วนเกิน
"เอ่อ ลืมแนะนำไปเลย นี่คือบีลีฟ ฟานเดอลุค เป็นลูกศิษย์ของย่าเองจ๊ะ"
บีลีฟหันควับ! มองหน้าคุณมูคิวอย่างรู้สึกจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่ก็ยอมพยักหน้าเออออห่อหมกไปก่อน
"หวัดดี" บีลีฟยื่นมือออกไป ซึ่งริต้ามองอากัปกิริยานั้นอย่างงง ๆ เธอย่อตัว และกล่าวทักทายง่ายสบาย ๆ "ส...สวัสดีจ๊ะ ฉันชื่อริต้า"
บีลีฟรีบชักมือกลับเกาท้ายทอย เมื่อรู้ตัวว่าปล่อยไก่ตัวเบ้อเร่อไปเสียแล้ว เธอรีบย่อตัวตอบ
"ต่อไปนี้บีลีฟจะเข้ามาอยู่ที่เอเคดา หลานช่วยสอน ๆ เขาหน่อยแล้วกันนะ บีลีฟเขาถูกย่าพาไปอยู่หลังเขามานาน เลยออกจะไม่ค่อยประสาเรื่องวิงโซว์อยู่บ้างน่ะจ๊ะ"
"ได้ค่ะ เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วง ดีเสียอีก หลานจะได้มีเพื่อนเล่น...ตอนนี้เข้าไปข้างในกันเถอะค่ะ หลานเตรียมห้องเดิมให้คุณย่าเล็กเรียบร้อยแล้ว ส่วนห้องของบีลีฟ หลานจะเร่งให้สาวใช้จัดการนะคะ"
----------------------
ห้องรับแขกกลางคฤหาสน์เอเคดา ที่ถูกตบแต่งด้วยสถาปัตยกรรมสุดวิจิตร ตอนนี้พร้อมพรั่งไปด้วยเหล่าวงศาคณาญาติของตระกูล โดยมี ฮาราน เอเคดา รั้งตำแหน่งผู้นำแห่งตระกูลอยู่
ฮารานเพิ่งกลับมาจากประชุมที่ทางสภาวิงโซว์จัดขึ้น ภายใต้หัวข้อการรุกรานของชาวเฟดินาน ซึ่งปีนี้มาแปลก ชาววิงโซว์ยกสภาไปทำการประชุมลับถึงเฟดินานเชียว ทำให้ช่วงนี้ สถานีรถไฟฟ้าสายเฟดินาน-วิงโซว์จึงคึกคักเป็นพิเศษ และในครั้งนี้ฮารานได้พา ราเตโก้ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ซึ่งจะขึ้นครองเป็นผู้นำตระกูลรุ่นต่อไป ไปด้วย นับเป็นการเปิดตัวและแนะนำราเตโก้ให้กับทางสภาวิงโซว์ได้รู้จักกลาย ๆ
ซึ่งพอฮานรานและราเตโก้มาถึงคฤหาสน์ก็รีบตรงรี่มาที่ห้องรับแขกเพื่อพบกับคุณมูคิวทันที
"ท่านมูคิว หายไปไหนเสียตั้งนานครับ ผมเป็นห่วงท่านแทบแย่ แล้วคราวนี้จะอยู่ยาวเลยหรือเปล่า" มาถึงได้ฮารานก็ยิงคำถามเป็นชุด
"เอาอีกแล้ว...ฮาราน เรียกคงเรียกคุณอะไร บอกให้เรียกว่า ป้า" หญิงร่างอวบตีแขนเขาเบา ๆ เหมือนกับผู้ใหญ่หยอกเด็กน้อย
"ไม่ได้หรอกครับ ก็คุณป้าเป็นถึงรองฯตำหนักฟ้า จะให้ผมซึ่งเป็นแค่ผู้นำตระกูลตีตนเสมอได้อย่างไร"
"นั่นมันเป็นอดีตไปแล้วฮารานเอ๋ย ตอนนี้ฉันก็แค่หญิงแก่ ๆ คนหนึ่ง" คุณมูคิวกล้าพูดได้เต็มปาก ทั้ง ๆ ที่สภาพตัวเองตอนนี้ราวกับอายุประมาณ สามสิบปลาย ๆ เท่านั้น
"เรื่องเก่า ๆ เราอย่าไปรื้อฟื้นมันเลย ตอนนี้ฉันจะกลับมาอยู่วิงโซว์สักพัก แล้วก็พาลูกศิษย์มาด้วยคนหนึ่ง ยังไงก็ฝากด้วยละกันนะ"
"ได้สิครับ อย่างไรเสีย คุณป้าก็มีสิทธิ์อย่างชอบธรรมในคฤหาสน์เต็มที่"
"เอ...คุณป้าค่ะ อย่าบอกนะคะที่หายไปเป็นสิบ ๆ ปีเนี่ย นอกจากแอบหนีเที่ยว แล้วระหว่างทางก็เกิดอาการโรคขี้สงสารกำเริบแล้วไปเก็บเด็กมาเลี้ยงอีกน่ะค่ะ" โซเฟียร์ผู้มีศักดิ์เป็นนายหญิงแห่งคฤหาสน์เอ่ยขึ้น
"ใช้แล้วจ้า" คุณมูคิวยอมรับหน้าตาเฉยราวกับ เรื่องที่ว่าเป็นเรื่องที่เด็ก ๆ ทำเวลาหาของเล่นแก้เซ็ง
โซเฟียร์กุมขมับอยากจะเป็นลม "คิดดีแล้วหรอคะคุณป้า ไม่ใช่โซเฟียร์จะตำหนิหรือห้ามอะไรหรอกนะคะ แต่แค่ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอดีตอีกนะคะ"
รอยยิ้มของคุณมูคิวที่แย้มอยู่เสมอ หายวับไปในบัดดล
"เออ โซเฟียร์ขอโทษค่ะ ที่พูดถึงเรื่องนั้น"
คุณมูคิวปั้นรอยยิ้มที่หายไปขึ้นมาใหม่ "ไม่เป็นไรหรอกจ๊ะ... แล้วเธอก็รีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที ...ว่าแต่นี่คือราเตโก้หรือเปล่าจ๊ะเนี่ย โตขึ้นเป็นหนุ่มหล่อเลยนะหลานชาย" เธอมองไปยังชายหนุ่มที่ยืนสงบเสงี่ยมข้าง ๆ ริต้า
ราเตโก้โค้งคำนับเยี่ยงสุภาพบุรุษที่ถูกอบรมมาอย่างดี เขายิ้มให้น้อย ๆ "ท่านย่าเล็กก็สวยเหมือนเดิมนะครับ"
"แหม ๆ โซเฟียร์ ลูก ๆ ของเธอเนี่ยปากหวานทั้งคู่เลยนะ" คุณมูคิวหัวเราะชอบใจกับคำชมของเด็กรุ่นหลาน
"เดี๋ยวย่าฝากเรื่องบีลีฟด้วยนะจ๊ะ ทั้งสองคน ช่วยเป็นเพื่อนกับเขาหน่อยนะ ถ้าเขาทำอะไรแปลก ๆ ไปก็อย่าถือสาเลย ย่าอาจอบรมเขามาแปลก ๆ น่ะจ๊ะ"
"ค่ะ/ครับ พวกเราจะดูแลบีลีฟอย่างดี"
ทั้งสองคนรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะโดยหารู้ไม่ว่า พวกเขาทั้งคู่กำลังแบกรับภาระหนักอึ่งที่จะต้องคอยอบรมแม่สาวน้อยแสนซนให้กลายมาเป็นกุลสตรี เพราะมันยากยิ่งกว่าจับลิงมาแต่งตัวสวยนั่งนิ่ง ๆ เสียอีก
------------
ขอบคุณสำหรับเม้นท์และโหวตเช่นเดิมค่ะ
ไม่รู้เป็นไง ช่วงนี้ฝนตกทุกวี่ทุกวัน โอ๊ย ๆ ๆ อยาก Shoping คร่าาาาาา
Mulie
สมัครสมาชิก