Nymph
บทที่31 บทสรุปธิดาเทพ (อวสาน)

"สรุปว่าจะไม่กลับมารินด้วยกันจริง ๆ หรอไดอาร์ ไหน ๆ ก็จัดการกับหิมะหมด หน้าทีก็จบแล้วนี่" กิฟฟินน์พยายามหว่านล้อมเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เรือเหาะหลวงฮีมารูนกำลังจะออกจากท่าอากาศยาน
ดวงตาสีฟ้าสวยสองคู่สบกัน ไดอาร์ยิ้มแฉ่งให้ หน้าหวานส่ายเล็กน้อย "คือฉันมีธุระที่ต้องทำที่นี่อีกนิดหน่อยน่ะ เรื่องเอกสารสัญญาทำสัมปทานยังไม่เรียบร้อย เธอก็เห็นจดหมายที่พี่ส่งมาให้ฉันเมื่อวันก่อน เขียนบัญชีสั่งมายาวเป็นหางว่าวเลย ขืนกลับตอนนี้พี่คีตาสวดยับแน่" เธอว่า พลางโบกมือลา ไล่ส่งกิฟฟินน์ที่ดึงดันจะขออยู่รับใช้นิมฟ์อย่างที่เรโฮสมควรจำทำ ซึ่งกว่าจะอ้างสารพัดร้อยแปดพันเก้าเหตุผลต่าง ๆ นานาที่เธอไม่ต้องการเรโฮนั้นก็เล่นเอาเหนื่อยไปหลายยก
"งั้นให้ฉันอยู่เป็นเพื่อนก่อนไหม" กิฟฟินน์เสนอตัวอย่างอิดออดไม่ยอมขึ้นเรือเหาะ
ไดอาร์เดินเข้ามากุมมือน้อย ๆ ของเพื่อนรักไว้ รอยยิ้มบางประดับบนมุมปาก "ขอบใจนะ แต่เธอก็ควรมีชีวิตที่เป็นของเธอได้แล้ว อย่ามาผูกขาดกับคนอย่างฉันเลยนะ"
"แต่...เธอก็รู้ว่าหน้าที่นั้นมันสำคัญสำหรับฉันแค่ไหน เรโฮน่ะต้องดูและธิดาเทพ" กิฟฟินน์ว่า
"ไอ้ฉันมันก็แค่แม่ค้าตัวน้อย ๆ จะเอาไปทงไปเทียบอะไรกับตำแหน่งหรูหราอย่างนั้น นู้น ต้องเอวิต้า รายนั้นน่ะ เหมาะกับตำแหน่งธิดาเทพมากกว่าฉันอีก"
กิฟฟินน์ถอนหายใจพรืดอย่างจนปัญญาในความดือดึงของสาวน้อยตรงหน้า
"กิฟฟินน์ ฟังฉันให้ดีนะ ชีวิตเป็นของเธอ จงไปตามที่ใจปารถนา ถ้าคิดถึงกันก็มาหาได้ทุกเมื่อแหละ...เอ้านู้น เรือเหาะจะออกแล้ว รีบไปสิ"
กิฟฟินน์หันมามองเป็นครั้งสุดท้าย เธอแย้มรอยยิ้มเศร้า ๆ แต่เมื่อเห็นไดอาร์ที่ดูร่าเริงโบกมือมาให้ เธอก็สู้กลับมายิ้มได้อีกครั้ง
กิฟฟินน์มองลอดผ่านกระจกใสในห้องโดยสาร เห็นไดอาร์กำลังหาเรื่องทะเลาะกับชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์แห่งฮีมารูน
ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องเศร้า ในเมื่อนิมฟ์คนที่เธอเฝ้ารอเพื่อขอไถ่โทษ ตอนนี้ก็ดูมีความสุขดี ... อาจจะดีกว่าก็ได้ ที่ปล่อยให้เธอคนนี้ อยู่ในฮีมารูนต่อไป
เรือเหาะกำลังลอยสูงขึ้นสู่ฟากฟ้ามุ่งหน้าสู่ นครมาริน ...สถานที่ ที่มีธิดาเทพแสนอ่อนโยนที่รอเธอไปเพื่อทำหน้าที่เรโฮให้สมบูรณ์แบบ
"จะกลับวังได้หรือยัง มัวพิรี้พิไรอยู่ได้" เสียงเย็น ๆ ของริวจิน เรียกเส้นเลือดที่ขมับของไดอาร์ให้กระตุกหนึบ ๆ อย่างนึกอยากจะกระโดดถีบด้วยเท้าคู่สักทีสองที
"นายนี่มันไม่ขัดฉันสักเรื่องจะตายไหม" สาวเจ้าก็หันมาต่อปากต่อทำไม่ลดละ
"ไม่ตาย แต่เรื่องสัมปทานมุกน่ะอาจจะติดขัดไปบ้าง ก็ไม่รับประกัน" เจ้าชายแห่งฮีมารูนยิ้มหยันอย่างผู้กำชัยเหนือกว่า
เมื่อเห็นว่าตนจนมุม สาวน้อยเลยกะล่อนว่าเฉไฉไปเรื่องอื่น
"เออนะ จะขอบคุณสักคำก็ไม่มี หิมะก็หยุด ปิศาจก็จัดการให้ ยังจะมาเนรคุณอีก นี่ฉันน่ะ ธิดาเทพในตำนานเชียวนะช่วยให้เกียรติกันหน่อยค่าาาา" ไดอาร์ทำหน้ามุ่ยเดินดุ่ม ๆ ตามร่างสูง ๆ ของริวจินไปยังสถานนีขนส่งคีปป้าที่อยู่ไม่ห่างนัก เมื่อเห็นคนตรงหน้าไม่สนใจ เจ้าตัวเลยทำท่าล้อเลียน แลบลิ้นปลิ้นตาใส่ ทหารองค์ลักษณ์ที่ยืนรักษาการอยู่ข้าง ๆ ถึงกับกลั้นหัวเราะไม่อยู่ หลุดก๊ากออกมาเป็นแถว ๆ แต่ก็ปล่อยฮาออกมาได้ไม่นาน ต้องรีบกลืนมันลงคอ เพราะดวงตาสีนิลส่งสายตาพิฆาตมาปราบ
ริวจินหันกลับมายังคนต้นเรื่องที่ทำลายระเบียบวินัยของทหารแห่งราชวงค์จนย้อยยับ
"ธิดาเทพในตำนานหรอ นี่แน่!" มือหนาเอื้อมมาขยี้หัวของคนทะเล้นแรง ๆ อย่างนึกหมั้นไส้
ผมสีทองดุจแพรไหมยุ่งเหยิง กระเซอะกระเซิงไม่เป็นทรง "นายนี่มันโรคจิตชัด ๆ อย่างนี้ต้องเจอเดชเทพธิดาเสียแล้ว ย๊ากกกก"
คราวนี้เจ้าชายของฮีมารูนคงจำไปอีกนาน ว่าอย่าได้บังอาจมากร่างกับสาวสวย โดยเฉพาะสาวสวยที่ได้รับพลังเทพกลับคืนมาอย่างเต็มเปี่ยม
อุ่ย! สาวน้อยอุทานอย่างลืมตัว เพราะมัวแต่เมามันกับการจัดการคุณเจ้าชายที่ชอบมาหาเรื่องเธออย่างมันมือ โดยไม่ทันได้สังเกตว่า คีปป้าที่ทั้งสองโดยสารมานั้น จอดเข้าเทียบท่าที่สถานทีแล้ว และที่ยิ่งไปกว่านั้น หญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีแดง ผู้รั้งตำแหน่งธิดาเทพแห่งฮีมารูนกำลังยืนด้วยหน้าตาบูดบึ้งและดูไม่ค่อยสบอารมณ์นักกับอากัปกิริยาของทั้งคู่
เข้าใจอยู่ว่าภาพที่เธอกำลังล็อคคอริวจิน และอีกฝ่ายก็พยายามกดหัวเธอนั้น มันจะดูสนิทสนมเกินหน้าเกินตาไปหน่อย ก็ช่วยไม่ได้ ตอนนี้เธอกำลังอยู่ในอารมณ์อยากจะแก้แค้นเจ้าชายผู้สูงศักดิ์ที่บังอาจมาทำผมสวย ๆ ของเธอยุ่งไม่เป็นทรงเองนี่นา แค่นั้นก็อารมณ์เสียจะแย่ นี่ยังต้องมาเจอหน้าบูด ๆ ของคนที่ไม่ค่อยถูกขี้หน้ากันอีก
อารมณ์เซ็ง
เมื่อซาเฟียร์ยังคงไม่มีปฏิกิริยาอื่นโต้ตอบนอกเหนือจากยืนนิ่ง แล้วก็นิ่ง ไดอาร์เลยต้องรีบกุลีกุจอออกจากคีปป้า เพราะไม่อยากมีเรื่องไม่เป็นเรื่องกับสาวช่างวีน แต่แปลก เจ้าหล่อนกลับถอนสายบัวทำความเคารพให้ริวจินด้วยความนอบน้อมเช่นเคย แล้วจึงค่อย ๆ ปรายหางตาสีทับทิมมายังไดอาร์
มาด้วยกันหน่อยสิ เธอว่าเรียบ ๆ
ไดอาร์ขมวดคิ้วเข้าหากัน ชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง ฉันหรอ
เธอหันไปขอความเห็นจากริวจิน ซึ่งเขาก็พยักหน้าเป็นเชิงว่าให้ทำตามอย่างที่ซาเฟียร์ว่า
หวังว่าคงไปพาฉันไปเจอปิศาจอีกนะ เธอว่าติดตลก
ซาเฟียร์ไม่แสดงสีหน้าใด ๆ ออกมา เธอหันหลังออกเดินไปยังวิหารเทพปล่อยให้ไดอาร์ต้องรีบออกวิ่งตาม
--------
เรียกมาไม ไดอาร์ว่า พลางจิบชามะนาวเย็น ๆ และตามด้วยขนมเค้กนุ่ม ๆ ที่ถูกยกมาเสิร์ฟด้วยท่าทีสบาย ๆ
เธอจะเอาไง
คำถามที่ไดอาร์ถึงกับชะงัก แก้วน้ำชามะนาวในมือวางลงช้า ๆ ไอ้ เอาไง เนี่ย แปลหน่อยสิ ไม่เคลียร์
ก็เรื่องตำแหน่งธิดาเทพแห่งฮีมารูน เธอจะเอายังไง
อีโถ่ ที่แท้ก็กลัวตัวเองจะหลุดจากตำแหน่งนี่เอง
ก็ไม่เอาไง เธอว่าง่าย ๆ แล้วหยิบเค้กที่วางอยู่ขึ้นมาลิ้มรสต่อ สมกับเป็นเค้กขึ้นชื่อของฮีมารูนจริง ๆ หวานนิด ๆ เปรี้ยวหน่อย ๆ กลมกล่อมดีแท้
ซาเฟียร์เม้มปากเป็นเส้นตรง เธอไม่สน?
ก็แหงะดิ ธิดาเทพน่ะจะเป็นไปทำไม เอาหัวโขนมาสวมไว้บนหัว หนักเปล่า ๆ อย่างฉันน่ะ ต้องเงิน ๆ ทอง ๆเท่านั้นแหละที่ฉันจะยอมแบก
คำตอบเกินคาดเดาสำหรับซาเฟียร์ แต่สำหรับคนที่รู้จักไดอาร์ดีจะต้องบอกว่า นี่แหละ ไดอาร์ มาเร็ตก้า ทายาทอันดับหนึ่งแห่งตระกูลการค้ามาเร็ตก้า ที่ขึ้นชื่อว่าเคี้ยวและเหนียวสุด ๆ ของแท้และแน่นอน
หมดเรื่องแล้วใช่ไหม งั้นของตัวก่อนนะ ขอบใจสำหรับเค้กกับชา เธอว่าและผละออกจากวงสนทนา
เดี๋ยว!
ยัยนี่ ตื้อไม่เลิกจริง ๆ จะเอายังไงกับเธออีก อุตส่าไม่ชิงตำแหน่งด้วยแล้ว
ไดอาร์กรอกตาขึ้นฟ้า ค่อย ๆ หมุนตัวกลับมา ยิ้มให้อย่างเหลืออด
ว่าไง?
ซาเฟียร์ฉีกยิ้มที่ออกมาจากใจให้เป็นครั้งแรก รอยยิ้มของเทพธิดาแห่งฮีมารูนเวลาที่มันออกมาจากข้างใน ช่างดูน่ารักเหลือเกิน
ว่าง ๆ ก็แวะมากินเค้กนะ ที่นี่พร้อมต้อนรับเธอเสมอ
ไดอาร์ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยก็ไม่ต้องมีเรื่องไร้สาระให้ปวดหัวอีก แล้วก้าวแรกแห่งมิตรภาพของสองสาวที่ไม่ค่อยจะกินเส้นกันก็เริ่มเปิดฉากขึ้น
ได้สิ แล้วจะมาบ่อย ๆนะ
--------
10 ปีผ่านไป....
วิหารศักดิ์สิทธิ์โบราณของเทพธิดานิมฟ์ยังคงถูกปล่อยให้รกร้าง ไร้ซึ่งผู้คนผ่านเข้ามายังบริเวณที่ถูกหลงลืมนี้ หมอกหนาปกคลุมไปทั่วบริเวณ ต่างจากส่วน ๆ อื่น ๆ ของเขตราชฐานที่มีแสงแดดส่องสว่าง ดูสดใสรับกับฤดูใบไม้ผลิ
ก็เพราะบรรยากาศมันชวนให้ขนหัวลุกแบบนี้สิ ถึงไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้ามายังเขตวิหารโบราณ ที่พังไม่เป็นท่าแบบนี้
ยกเว้นก็เพียงแต่วันนี้ หมอกยังลงหนาเหมือนเช่นเคย มันทิ้งตัวอ้อยอิ่งละเลียดอยู่กับพื้นที่เต็มไปด้วยฝุ่น และเศษซากสิ่งก่อสร้าง
แสงไฟจากตะเกียงส่องสว่างผ่านม่านมองมาลิบ ๆ ไม่นาน เจ้าของตะเกียงก็เดินผ่านทางโทรม ๆ เข้ามาเรื่อยจนถึงเขตในสุด สถานที่ต้องห้าม ของราชวังฮีมารูน ว่าหากผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกทำโทษ
แต่ก็อย่างที่ใครหลาย ๆ คนเคยว่าไว้
กฎมีไว้แหก
ถ้าไม่ลองละเมิดสักทีสองที แล้วจะตั้งกฎมาไว้เพื่ออะไรล่ะ จริงไหม
ซึ่งความคิดที่ว่า ก็ดันเกิดขึ้นในสมองของเด็กชายจอมซน วัยเจ็ดแปดขวบที่กำลังใคร่ใฝ่รู้ใฝ่เรียนตามประสาอย่างเต็มที่
เขาพาร่างเล็ก ๆ เดินฝ่าหมอกเย็นชืดเข้ามาในเขตต้องห้ามเพียงลำพัง โดยมีเพียงตะเกียงเท่านั้นที่นำทาง
ยิ่งเดินลึกเข้าไปในวิหารเท่าไร อากาศโดยรอบก็ดูวังเวงจนน่ากลัวอย่างประหลาด
สวบ!
เสียงอะไรน่ะ!!
เด็กชายหันรีหันขวางมองไปโดยรอบอย่างหวาด ๆ แต่ก็มองไม่เห็นอะไรนอกจากหมอกและเสาผุ ๆ พัง ๆ
เขาตัดสินใจเดินต่อ แต่ก็ต้องเป็นอันหยุด เมื่อสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่าง
โอ๊ย!
เด็กชายล้มหน้าคว่ำไม่เป็นท่า เพราะมีอะไรบางอย่างเกี่ยวขาเขาไว้ เด็กชายไล่สายตาไปมองเจ้าสิ่งกีดขวาง ตัวต้นเหตุ มันเป็นกิ่งไม้ใหญ่ที่ทอดยาวมาจากด้านขวา เขามองตามไปเรื่อย ๆ และเมื่อเงยหน้าขึ้นไปก็พบกับสิ่งที่ไม่คาดฝัน
ว๊ากกกกกกกกก
เด็กชายออกวิ่งสุดตัวโดยไม่รีรอ แต่ก็ไปไม่รอด ถูกกิ่งไม้เกี่ยวให้ล้มลงจนหัวน๊อคพื้น สิ่งสุดท้ายที่สติน้อย ๆ พอจะจำได้เลือนราง คือใบหน้าหญิงสาวที่ดูเศร้าหมอง โผล่ออกมาจากลำต้นของต้นไม้ใหญ่ หล่อนชะโงกหน้ามาดูเขา เอ่ยถ้อยคำบางอย่าง และท้ายที่สุด สติที่มีอยู่น้อยนิดก็ดับวูบไป...
แสงแดดที่ส่องผ่านม่านหมอกและกิ่งไม้ใหญ่ กระทบกับใบหน้าคมคายของเด็กชาย แพรขนตากระพือขึ้นช้า ๆ เผยให้เห็นนัยน์ตาสีฟ้าสวยใส
เขาค่อย ๆ ยันตัวขึ้น มือเล็กขยี้ผมสีดำที่ยุ่งไม่เป็นทรงอย่างงง ๆ จมูกโด่งรั้น สูดกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคยดี กลิ่นที่เขาคลุกคลีมาแต่จำความได้ กลิ่นของดอกจันทรา
กลิ่นนี้โชยมาที่นี่ได้อย่างไร ยังเป็นที่สงสัย แต่สิ่งที่สำคัญในตอนนี้คือ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เมื่อพยายามประติดประต่อเรื่องราว ก็จำอะไรคับคล้ายคับคลาว่าก่อนที่เขาจะสลบไปนั้น เจอต้นไม้ปิศาจที่มีหน้าคนโผล่ออกมา ซึ่งไอ้ที่แย่กว่านั้น คือ เมื่อเขาตื่นมาอีกครั้ง ต้นไม้ที่ว่าก็ประจันหน้ากับเขาพอดี
เด็กชายถอยกรูดไปหลายเมตรด้วยความหวาดกลัว
"เจ้าเป็นอย่างไรบ้างเด็กน้อย" น้ำเสียงเศร้าสร้อยของหญิงสาวที่โผล่ออกมาจากต้นไม้ ทำให้เขาหยุดชะงัก เขาค่อย ๆ กระเถิบเข้ามาใกล้ ๆ ต้นไม้อย่างลองหยั่งเชิง
"ต้นไม้พูดได้หรอ" เขายังรักษาระยะห่างไว้อย่างระแวดระวัง
"เปล่า...ข้า...ช่างเถอะ หัวเจ้าเป็นไงบ้าง ดีขึ้นไหม"
เด็กชายกุมหัวอย่างงง ๆ "ก็ดี แต่ยังเจ็บ ๆ นิดหน่อย" เขาว่า
"เด็กอย่างเจ้าเข้ามาทำไมที่นี่" หล่อนถามอย่างนึกสงสัย เพราะไม่เคยมีใครโผล่เข้ามาในเขตต้องห้ามมานับสิบปี ตั้งแต่เกิดเรื่องในวันนั้น "ไม่รู้หรือเด็กน้อยว่าที่นี่เป็นเขตต้องห้าม"
"จุ๊ ๆ อย่าดังสิ ใครได้ยินเข้าเดี๋ยวผมโดนทำโทษแน่...นั้นไง มีคนมาแล้ว ซวยจริง ๆ" เด็กชายว่าแล้ววิ่งไปหลบหลังต้นไม้ เสียงดังโวยวายของเหล่าทหารค่อย ๆ ดังห่างออกไปทีละนิด เด็กชายลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
"ผมไปละนะ ว่าง ๆ จะมาหาอีก" เขาว่าพลางโบกมือลาหญิงสาว
"เดี๋ยวเด็กน้อย หัวของเจ้ายังไม่หายดี เจ้าเอาดอกไม้นี่ไปด้วยสิ มันช่วยได้" หล่อนโน้มกิ่ง ส่งดอกจันทราให้เด็กชายรับไว้อย่างเบามือ
เด็กชายก้มมองดอกไม้ เขายิ้มกว้างให้ "ขอบคุณครับ พี่ชื่ออะไรหรอ" เขาถาม
หญิงสาวยิ้มให้ เป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่มีคนคุยกับเธอ คำขอบคุณซื่อ ๆของเด็กชายมันช่างเป็นความรู้สึกที่เป็นสุขอย่างบอกไม่ถูก "ข้าชื่อ เยราห์แล้วเจ้าล่ะ"
"มาร์เวอริก ผมชื่อมาเวอร์ริกครับ" เขายิ้มให้จนตาหยี รอยยิ้มที่เยราห์มองแล้วให้นึกถึงใครบางคน
"เจ้ามีดวงตาที่คล้ายกับใครบางคนที่ข้ารู้จัก ถ้า..." เยราห์หยุดอยู่ที่ดวงตาสีฟ้าสวยคู่นั้น เธอถอนหายใจเบา ๆ "เจ้าไปเถอะ เดี๋ยวมีใครมาเห็นนะ" หล่อนโบกกิ่งไล่เขา
เด็กชายพยักหน้าแล้ววิ่งออกจากเขตวิหารอย่างรวดเร็ว แต่ไม่วายหันมา กล่าวคำพูดหนึ่งที่ทำให้เยราห์รู้ซึ้งถึงความหมายอย่างที่มีใครคนหนึ่งอยากให้เธอรับรู้มาตลอด
คำกล่าวของเด็กชายที่ว่า "ขอบคุณครับพี่เยราห์"
หล่อนยิ้มกับตัวเอง แหงนมองยังฟากฟ้า "นี่สินะนิมฟ์ ที่เจ้าอยากให้ข้ารับรู้มาตลอด ความหมายของการอยู่เพื่อทำประโยชน์ให้คนอื่น" กิ่งไม้โบกไปมาเบา ๆ ใช้อำนาจมนตราสลายม่านหมอกที่สร้างขึ้น แสงแดดรำไรส่องผ่านกระทบกับต้นไม้ใหญ่
ไดอาร์มองออกมาจากตัวปราสาทใหญ่ของฮีมารูน ดวงตาสีฟ้าใสจ้องมองไปยังวิหารศักดิ์สิทธิโบราณ เธอมองเด็กชายตัวเล็กวิ่งออกมาจากที่นั้นพร้อมด้วยดอกจันทรา จากนั้นเขตวิหารที่ถูกม่านหมอกปกคลุมมานานก็สลายราวกับสิ่งที่อยู่ข้างในพยายามเปิดใจรับรู้บางสิ่งบางอย่าง
มือหนาของใครบางคนเอื้อมมาโอบกอดด้านหลังอย่างเคยชิน "บอกแล้วว่าลูกของเราน่ะต้องทำได้" ริวจินว่าพลางซุกใบหน้าคมคายฝังลงกับกลุ่มผมสีทองสวย
ไดอาร์ตีแขนของคนตัวโตกว่าเบา ๆ อย่างนึกหมั่นไส้ "ได้เชื้อดี ๆจากแม่มาหรอกถึงเก่ง" เธอว่าอย่างไม่ลดละ แล้วหัวเราะอย่างมีความสุข
...มีตำนานบทหนึ่งที่เล่าขานมายาวนานในดินแดนทางตอนเหนือของอาณาจักรเอธาการ์ด ว่าด้วยเรื่องของดินแดนหิมะฮีมารูน ที่รอดพ้นจากภัยพิบัติมาได้เพราะต้นไม้ยักษ์ ซึ่งมีเทพยาดาอาศัยอยู่ ว่ากันว่าต้นไม้นั้นคือเทพธิดาผู้อารี ที่ยอมอุทิศตนเพื่อให้ดินแดนสงบสุข เธอดูและปกปักษ์ประชาราษฎร์ให้อยู่อย่างร่มเย็น แต่ทว่า ตำนานก็ยังคงเป็นเพียงตำนาน ไม่เคยมีใครเคยเห็นต้นไม้นั้นอย่างแท้จริง บ้างก็ว่าเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ออกดอกสีขาวนวลส่งกลิ่นหอมขจรไปไกล บ้างก็ว่าเป็นเพียงต้นเล็ก ๆ ที่มีหิ่งห้อยบินวนรอบยามค่ำคืน บ้างก็ว่าในคืนที่เต็มไปด้วยแสงดาวพราวฟ้า ต้นไม้จะกลายสภาพเป็นเทพธิดาแสนสวยที่ปรากฏตัวเพื่อมาพบกับเจ้าชายมาร์เวอริกแห่งฮีมารูนในทุกค่ำคืน จากข้อสันนิษฐานหลาย ๆ ข้อก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่
แต่ข้อสรุปแน่ ๆ ของตำนานที่ว่า คือ ดินแดนฮีมารูน จะอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขตราบชั่วลูกชั่วหลาน สืบไป...
(อวสาน)
+ + + + + + + + + + + +
ขอบคุณสำหรับแรงบันดาลใจหลาย ๆ ด้านที่ก่อร้างสร้างตัวมาให้หยิบมาแต่งแต้มบนหน้าจอคอมพิวเตอร์
ขอบคุณทุกคอมเม้นท์และโหวตจากเพื่อน ๆ เย็นตาโฟ ที่เคียงข้าง
ขอบคุณ พ่อ แม่ น้องชาย และ จิ๊กซอร์
โอกาสหน้าพบกับเรื่องใหม่ จ้า ^_^
Wing Fantasy
Mulie



