เช้าวันรุ่งขึ้น
กรี๊ง!!!!!!!!!!
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ฉันรีบลืมตาแล้วลุกขึ้นนั่งทันที เรื่องเมื่อคืนฉันฝันไปจริงๆด้วย โซลน่ะเหรอจะมาอยู่ที่นี่ ฉันนี่คิดมากเรื่องนายนั่นจนเก็บเอาไปฝันเลยเหรอเนี่ย
ก๊อก...ก๊อก...
ใครกันนะมาเคาะประตูห้องนอนฉันแต่เช้า
ก๊อกๆๆๆๆ!!!!
“จะเปิดเดี๋ยวนี้แหล่ะค่า!!!!” ใครกันฟะบังอาจมาเคาะประตูห้องฉันแบบนี้ เดี๋ยวได้เจอดีแน่
แอด...
“มีอะไรนักหนาฮะถึงได้...”พูดไม่จบและอ้าปากค้างเอาไว้ อ๊าก...!!!!นั่นมันเรื่องจริงไม่ใช่ความฝันหรอกเหรอ
“ตื่นได้แล้วยัยเบ๊” โซลในมาดใหม่พูดกับฉัน ฉันขยี้ตาแล้วมองหน้าผู้ชายตรงหน้าให้ชัดเจน ทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาแล้วทำไมหน้าตามันไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิดอ่ะ
โป๊ก!
โอ๊ย...!!!!เขาเขกหัวฉันอ่ะ ไอ้บอดี้การ์ดบ้า เดี๋ยวก็ไปฟ้องพี่ราล์ฟเลยหนิ ว่าตัวจริงของนายน่ะเป็นใคร
“เลิกขยี้ตาได้แล้ว ฉันเองแหล่ะยัยเบ๊” โซลพูด
“ท...ทำไมนายถึงได้...”
“หล่อขึ้นใช่ม้า” ยังจะมาเก๊กหล่อทำมาดเท่ห์อีกนะ เดี๋ยวก็ถีบให้หมดหล่อเลยหนิ
“ทำไมนายถึงได้มาอยู่ที่นี่ต่างหาก!!!!” ฉันตะโกนเสียงดัง แล้วรีบเอามือปิดปากไว้ทันที มีใครได้ยินบ้างมั้ยฟะเนี่ย
“มาคุยกันข้างในดีกว่า”โซลพูดพลางเดินเข้ามาในห้องนอนของฉัน แล้วปิดประตูทันทีแถมยังล๊อกประตูอีกต่างหาก
“เดี๋ยวก่อนสิเดี๋ยวก่อน!!!!” ฉันพูดพร้อมกับพยายามขัดขืนโซลที่ลากฉันไปนั่งบนโซฟา
“ฉันมาทวงสัญญา” โซลพูด
“สัญญาอะไรของนาย!!”
“ก็สัญญาที่เธอบอกว่าจะเป็นเบ๊ฉันสามเดือนน่ะสิ เธอเป็นยังไม่ถึงอาทิตย์ก็ถูกลากตัวกลับบ้านซะแระ”
“ไม่มีทางซะล่ะรีบย้ายก้นของนายออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ ไม่งั้นฉันบอกพี่ราล์ฟแน่!!”
“เธอกล้าเหรอ”
“กล้าสิ!”
“ไม่อยากกลับไปอยู่กับฉันเหรอไง”
“ไม่คิดถึงฉันเหรอ”
“ไม่!”
“แล้วจูบล่ะ”
“จ...จูบเหรอ”
“ใช่ เธอลืมมันไปแล้วเหรอ”คราวนี้โซลพูดแล้วค่อยๆเดินเข้ามาใกล้ๆฉัน จนใบหน้าของเราห่างกันไม่ถึงคืบ
“ลืมมันไปหมดแล้วล่ะ” ฉันพูดพร้อมกับหันหน้าหนีไปทางอื่นด้วยความเขินอาย
“งั้นเดี๋ยวฉันช่วยให้จำได้เอามั้ย”โซลพูดแล้วเชยคางของฉัน ก่อนที่จะประทับรอยจูบอย่างอ่อนโยน
ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก...
เสียงเคาะประตูทำให้โซลกับฉันผละออกจากกัน
“คุณหนูคะ อีกยี่สิบนาทีจะเสริฟอาหารเช้าแล้วนะคะ”
“ค่ะ บอกพี่ราล์ฟนะคะเดี๋ยวหนูลงไป!!”ฉันตะโกนบอกคุณแม่บ้าน ที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้อง
“แม่บ้านไปแล้ว งั้นเรามาต่อกันเถอะนะจ๊ะ” โซลพูดแล้วฉีกยิ้มหวาน
“มาตงมาต่อบ้านนายน่ะสิ!” ฉันโวยวายด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ
“ได้เลย งั้นกลับไปที่บ้านฉันแล้วค่อยต่อกันนะ”
“ไปให้พ้นเลยนะฉันไม่อยากอยู่กับนายแล้ว”ฉันพูดแล้วเดินหนี โซลจับแขนฉันเอาไว้แล้วดึงร่างของฉันเข้าไปกอดอย่างแนบแน่น
“แต่ฉันอยากอยู่”
“โซล...”
“ฉันคิดถึงเธอ”
“พ...พูดอะไรน่ะ”
“สามเดือนเชียวนะที่ฉันไม่ได้เห็นหน้าเธอแล้วเธอคิดว่าฉันลงทุนขนาดนี้ เพื่อทวงสัญญาแค่นั้นน่ะเหรอ”
“ฉันน่ะ...ไม่มีวันไหนที่จะหยุดคิดถึงเธอเลยนะ ฉันคิดแต่คงไม่ถึงเธอเลย...ใช่มั้ย”
“โซล...ฉันหายใจไม่ออกนะ นายกอดแน่นไปแล้ว”
“เธอคิดถึงฉันบ้างมั้ย”
“เรื่องนั้น ฉันจะไปคิดถึงนายทำไมกัน”
“...”
ก๊อก...ก๊อก...
“งั้นฉันคงจะคิดไปเอง” โซลพูดแล้วปล่อยฉันจากอ้อมกอด ก่อนที่จะเดินไปเปิดประตู
“นาย...” เรียวทำหน้าตกใจทันทีที่เห็นโซลเป็นคนมาเปิดประตูไม่ใช่ฉัน
“คือ...ฉันให้เขามาช่วยหาของน่ะ” ฉันรีบพูดขึ้นทันที
“ของเหรอครับ” เรียวถามอย่างงงๆ
“ใช่ หาของ แล้วเรียวมีอะไรเหรอ”
“คือคุณราล์ฟบอกว่าจะออกไปก่อนน่ะครับ”
“อืม งั้นไปบอกพี่ราล์ฟนะ ว่าฉันทานอาหารเช้าคนเดียวได้”
“ครับ” เรียวพูดจบจึงมองโซล
“นายก็ออกไปได้แล้วเหมือนกัน” ฉันพูดกับโซล
“ครับ คุณเซย์” โซลพูดแล้วเดินออกจากห้องไป
“มีอะไรหรือเปล่าครับ” เรียวถามฉันด้วยความเป็นห่วง
“ไม่มีอะไรหรอก พอดีฉันดุเขาน่ะที่ช่วยหาของไม่เจอ ก็เลยจ๋อยๆไปมั๊ง”
“ครับ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”
“เชิญนายตามสบายเถอะ”
“อะไรเหรอ” โซลชะงักฝีเท้าแล้วหันมาถามเรียว
“นายโกรธคุณเซย์เหรอ”
“เปล่าหรอก ฉันหงุดหงิดตั้งแต่เช้าแล้ว สงสัยวันมามากมั๊ง”
“ฮะ!อะไรมามาก นี่หรือว่านาย...”
“ฮ่าๆๆๆ...!!!!จะบ้าเหรอไงพูดเล่นหน่าไปหาข้าวเช้ากินกันดีกว่า” โซลพูดพร้อมกับเดินกอดคอเรียวไปที่ห้องครัว
*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
ณ โรงเรียนทรานซิส
ห้องดนตรีสากล
“อาทิตย์หน้าก็จะแข่งแล้ว ตื้นเต้นจังเลยว่ะ” โชจิพูดพลางปรับสายกีต้าร์
“...”
“คราวนี้ต้องชนะวง COLOR ให้ได้”
“...”
“...”
“คุณนักร้อง”
“...”
“นานะ!!!!”
“อะไร” เสียงอันน่าหนวกหูของโชจิ ทำให้นานะเริ่มพูดขึ้นมาบ้าง
“เธอเป็นอะไรของเธอเนี่ย เธอเป็นนักร้องของวงเรานะ ไม่มีสมาธิแบบนี้ก็แย่น่ะสิ เอ๊ะ!ตาเธอเป็นอะไรน่ะดูแดงๆนะ” โชจิพูดแล้วยื่นหน้ามาใกล้ นานะจึงผลักหน้าเขาไปไกลๆ
“ขี้ฝุ่นเข้าตาน่ะ” นานะตอบ
“ขี้ฝุ่นมันทำให้เธอตาบวมได้ด้วยเหรอ” เสียงของยาบุดังขึ้น นานะกับโชจิจึงหันไปมอง
“ตาบวม...จริงด้วย!!!!”โชจิยื่นหน้าไปใกล้หน้าของนานะอีกทีหนึ่ง และสังเกตรอบๆดวงตาของเธอ
“ขืนนายยื่นหน้าเข้ามาใกล้หน้าฉันอีก ตานายจะบวมยิ่งกว่าฉันแน่!”
“อุย!ดุจริง” โชจิรีบเอาหน้าออกห่างนานะทันที
“อ๋อ!รู้แล้ว!!!!” โจ๊ก เพื่อนร่วมวงของนานะพูดขึ้นเสียงดัง
“อะไรอีกล่ะ” นานะถามอย่างรำคาญ
“เธอเป็นโรคตาแดงกับตากุ้งยิงพร้อมกันใช่มั้ยตาถึงทั้งแดงทั้งบวม” คำพูดของโจ๊กทำให้นานะเริ่มเหลืออด
“โว้ย!!!!จะมายุ่งอะไรกับตาของฉันนักขอตัวไปทำอารมณ์ข้างนอกก่อนล่ะ ถ้าฉันเข้ามาพวกนายยังไม่เลิกพูดถึงเรื่องตาของฉัน วันแข่งจริงฉันไม่ขึ้นร้องเพลงแน่!” นานะขู่เอาไว้ก่อนที่จะเดินออกจากห้องดนตรีสากลไปอย่างหัวเสีย
“อะไรของเขานะ แค่นี้อารมณ์เสีย ล้อเล่นหน่อยเดียวเอง” โจ๊ะพูดพลางเกาหัว
“ล้อเล่นไม่ดูเวลาอ่ะดิแกอ่ะ” โชจิพูด
“วุ้ย!ยัยนั่นเป็นอะไรของเขากันแน่นะ พอถึงวันนี้ทีไรเป็นงี้ทุกที เฮ้ย!นายพอรู้เรื่องป่ะยาบุ”
“รู้” ยาบุตอบสั้นๆ
“แล้วนานะเป็นอะไรวะ ถึงได้มีอาการแบบนั้น พวกเราในวงสังเกตมาตั้งนานแระ ทุกปีของวันที่สิบสองเดือนธันวาคมทีไร ยัยนั่นเป็นซึมเกือบอาทิตย์”
“วันนั้นเมื่อห้าปีก่อน...มันเป็นวันที่เรน แฟนของนานะได้จากโลกนี้ไป”
“ตาย!!!!” โชจิกับโจ๊กพูดเสียงดังพร้อมกันอย่างตกใจ พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ผู้หญิงจอมโหดแถมยังห้าวอย่างนานะจะมีแฟน