วันที่ : 2 มิถุนายน 2551
ชื่อตอน (chapter) : Rainy Winter บทที่ 2 : ปีศาจกับความดี

2

ปีศาจกับความดี

            “ที่จริงการทำความดีมันต้องสอนกันด้วยเหรอ -_-”

                “นายไม่ต้องมาบ่นเลยในเมื่อนายเป็นคนอาสาที่จะทำมัน -O-!!”

ฉันว่าแล้วมองวินเธอร์ตาเขียวปั้ด สองสามวันที่ผ่านมาตั้งแต่ฉันเสียฟอร์มตกลงจะเป็นคนดีกับเขาไป นายนี่ก็มาหาฉันที่บ้านเพื่อจะมานั่งอ่าน ‘กฏระเบียบผู้ดี’ ให้ฉันฟัง -_- มีหรือมันจะเข้าสมอง! วินเธอร์ถอดใจเรื่องหนังสือ เขาจึงให้ฉันลองภาคปฏิบัติแทน ตอนนี้เรามาอยู่กันที่ห้างแห่งหนึ่ง มีคนยั้วเยี้ยเต็มไปหมด

                “นายจะทำอะไร” ฉันถามเมื่อเขาเดินเข้าไปในร้านกาแฟ

                “ทดสอบพื้นฐานความเป็นมนุษย์ของเธอไงล่ะ -_- …โอ้ว! ฉันทำกระเป๋ตังค์หล่น” วินเธอร์แสร้งทำกระเป๋าตังค์หล่นลงไปบนพื้น ฉันมองเขาอย่างงงๆ นายนี่พยายามจะทำอะไรกันแน่ -_-^

                “เธอจะไม่เก็บให้ฉันเหรอ” เขาถาม ฉันขมวดคิ้วทันที        

                “หล่นเองก็เก็บเองสิ นายมีมือมีเท้าไม่ใช่เหรอ”

                “โป๊ะเช๊ะ!!”

วินเธอร์พูดเสียงดังจนฉันสะดุ้ง เขาเก็บกระเป๋าตังค์ที่ทำหล่นไว้แล้วลากฉันเข้าไปที่โต๊ะตัวในสุดของร้าน

“การเป็นคนดีที่น่าคบนะ เธอควรจะช่วยเหลือคนอื่นที่เขามีปัญหา…ด้วยความเต็มใจ” เขาเสริม ฉันทำหน้าไม่เข้าใจอยู่ดี

                “การมีน้ำใจไง เอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้ามีคนเก็บกระเป๋าที่เธอทำหล่นไว้ขึ้นมาให้ล่ะ เธอจะรู้สึกยังไง”

                “ไม่รู้สิ -_- ไม่เคยมีใครทำกับฉันแบบนั้น”

                “เธอลองทำหน้าตาเป็นมิตรสิ คิดว่าทุกคนคือเพื่อนของเธอ เธอจะไม่หาเรื่องเขาโดยใช่เหตุ ลองคิดสิว่าถ้าเธอโดนแบบนั้นเธอจะรู้สึกอย่างไร” วินเธอร์ว่า “ตั้งใจนะเรน เพื่อทัศนคติที่ดีของพ่อแม่เธอ พวกท่านจะภูมิใจแค่ไหนที่มีลูกนิสัยดี มีน้ำใจต่อผู้อื่น”

                ฉันถอนหายใจพรวดแล้วลองหลับตา ทุกคนคือเพื่อนของฉัน…วินเธอร์คือเพื่อนของฉัน เขาพยายามช่วยฉันเพราะฉันมีปัญหา เขาทำด้วยความเต็มใจ…ฉันรู้สึกดีเมื่อเขาทำแบบนั้น เพราะฉะนั้น…ฉันก็ควรจะดูวินเธอร์เป็นตัวอย่างใช่มั้ย?

                ฉันรู้สึกว่าวินเธอร์กำลังจับมือฉัน นั่นทำให้ฉันสะดุ้งแล้วลืมตาขึ้นมา

                “เฮ้ นายกำลังทำอะไรน่ะ ตาบ้า กล้าแต๊ะอั่งฉันเหรอ!!”

ฉันว่าเสียงเหี้ยม วินเธอร์คลายยิ้มออกมาแต่ก็ยังไม่ปล่อยมือฉัน ฉันไม่เข้าใจรอยยิ้มนั่นจริงๆ มันทำให้ฉันสงบอย่างไม่น่าเชื่อ ฉันรู้สึกไว้ใจเขาเพียงเพราะรอยยิ้มนั่น…หัวใจฉัน…มันอบอุ่นและเต้นรัวราวกลอง ไม่เคยมีใครยิ้มให้ฉันแบบนี้ ทำไมรอยยิ้มแบบนั้นมันมีอิทธิพลกับฉันมากนักนะ

                “ฉันจะไม่โกหกเธอนะเรนนี่ เธอเป็นคนสวยและพอจะน่ารักในระดับหนึ่ง แต่พอเธอทำตัวเป็นนักเลงหรือพยายามทำตัวกุ๊ยๆ รัสมีอันเปล่งปลั่งก็ดับวูบลงทันที ถ้าเธอยิ้มหน่อยก็ไม่มีใครว่าหรอก เธอยังโชคดีนะที่ยิ้มเป็น บางคนเขายิ้มไม่เป็นด้วยซ้ำ”

                ฉันขมวดคิ้วเป็นปมทันที คนอะไรยิ้มไม่เป็น แต่ก็จริงของเขานะที่ว่าฉันไม่ค่อยยิ้ม ก็ฉันไม่ชอบยิ้มให้คนที่ฉันไม่สนิทชิดเชื้อด้วยนี่ -_-

                “นักธุรกิจประเทศญี่ปุ่นทำงานเคร่งเครียดมากจนลืมว่าการยิ้มต้องทำยังไง -_- พวกเขาต้องเสียเงินเพื่อไปเรียนรู้วิธีการ ‘ยิ้ม’ …สิ่งที่ได้ติดตัวมาตั้งแต่เกิด”

                “เฮอะ” ฉันทำเสียงฮึในลำคอแล้วยิ้มที่มุมปาก เสียงเงินพร่ำเพื่อจริงๆ

                “ฉันถึงบอกไงว่าให้ยิ้มมากๆ อีกอย่างนะ ยิ้มบ่อยไม่แก่เร็วด้วย ยิ้มสวยๆ มีคนชอบอีก เธอคงไม่อยากขึ้นคานหรอกใช่มั้ย”

                ฉันเบ๊ะปากให้กับประโยชน์ของการยิ้ม พูดง่ายทำยากย่ะสำหรับฉัน -[]-!!

                “เอาล่ะ เรามาซีเรียสกันต่อ เธอฟังฉัน แล้วคิดเองในใจว่าเธอเป็นข้อไหนบ้าง แล้วเราค่อยมาหาทางปรับปรุงกัน”

วินเธอร์บอก ฉันนั่งตัวตรงขึ้นอีกนิดแล้วตั้งใจฟัง ฉันต้องทำให้ได้ -_- แม่จะได้รุ้ว่าอย่างน้อยฉันก็มีดี!

                “คนพาลชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นที่ไม่ใช่ของเรา…”

                อืม…ฉัน -_- เป็นมั้ง…โอเค เป็นมาก

                “ชอบติ ชอบวิจารณ์ ชอบนินทา ชอบด่าร้ายคนอื่นในทางเสียๆ หายๆ”

                อันนี้เป็นมากกว่าข้อแรก -O-

                “เวลาคนพูดกับเราดีๆ เราก็โกรธ หาเรื่องไม่พอใจได้ไม่เว้นแต่ละวัน”

                ตรงเผง =[]=!!

                “ไม่รู้จักกฏและระเบียบ…”

                ถูก -_-

                “ชอบชักนำผู้อื่นไปในทางที่ไม่ดี และมักเสพสุขกับความวุ่นวายที่ตนก่อขึ้น”

                “ถ้านายพูดอีกคำก็เชิญเอาฉันไปออกรายการ ‘ยัยเรนนี่ คนพาลของโลก’ ได้เลย -_-”

                วินเธอร์ถูคางตัวเองอย่างครุ่นคิด ฉันเพิ่งรู้นะนี่ว่าตัวเองแย่ถึงเพียงนั้น

                “สิ่งที่เธอต้องทำนับตั้งแต่วันนี้ไปก็คือเลิกนิสัยพวกนั้นทั้งหมด นี่คือคำขาด ฉันรู้ว่ามันยากแต่เราจะผ่านมันไปด้วยกันทีล่ะข้อ เริ่มจากการมองโลกในแง่ดีและ…ยิ้มบ่อยๆ”

                วินเธอร์ตัดบทแล้วหยิบสมุดบันทึกความดีออกมา ก่อนจะเซ็นมันลงไป

                “เฮ้! เดี๋ยวก่อน ฉันไปทำความดีตั้งแต่เมื่อไหร่นายถึงจะเซ็นมันลงไปน่ะ นายจะโกหกแม่ฉันไม่ได้นะว่าฉันทำความดีทั้งๆ ที่ฉันยังไม่ทันเริ่มด้วยซ้ำ”

ฉันพยายามห้ามเขา วินเธอร์เงยหน้าขึ้นจากสมุด ยิ้มให้ฉันและเซ็นอีกสองสามบรรทัด เฮ้! นายไม่ได้ฟังฉันเลยหรือไง!

                “ปิดเทอมนี้ยังไงฉันก็ไม่มีอะไรทำอยู่ดี เพราะฉะนั้นการที่ฉันมาช่วยเธอจึงเป็นการฆ่าเวลาที่ดีเยี่ยม นั่นแหละความดีที่เธอก่อ…และอีกอัน เธอห้ามฉันจากการโกหกแม้ฉันจะไม่ได้ทำก็ตาม…ทำความดีมันง่ายกว่าที่คิดใช่มั้ยล่ะ ^_^”

 +

 +

                วันเวลาผ่านไปราวหนึ่งอาทิตย์ ในที่สุดฉันก็เรียนรู้ที่จะยิ้มแม้กับแค่ตัวเองที่ยืนอยู่ในกระจกก็ตาม ส่วนข้อนิสัยพาลๆ เหล่านั้น…เอิ่ม -_-^ ฉันก็เคลียร์มันไปได้ข้อสองข้อล่ะนะ

                ตอนนี้เรากำลังอยู่ที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ฉันไม่เข้าใจว่าการทำความดีทำไมต้องมาสวนสาธารณะ แต่วินเธอร์บอกว่าเวลาเราจะทำความดี อยู่ที่ไหนมันก็ไม่สำคัญ  -_- ฉันขอไม่เถียงก็แล้วกัน

                “โอ้ว ฉันทำกระเป๋าเงินหล่น -O-”

                “-_-”

ฉันชักสีหน้าเบื่อๆ แล้วก้มลงไปหยิบกระเป๋าเงินให้วินเธอร์ พอใจยังล่ะ -O-

                “เวลาทำความดีเธอต้องทำด้วยความเต็มใจบวกจริงใจสิ เธอยินดีที่จะเก็บให้ฉัน ไม่ใช่เพียงเพราะมันเป็นแค่หน้าที่ของเธอ”

                “-_-”

                วินเธอร์พาฉันเดินไปรอบสวน เราเดินไปเจอคนขี่จักรยานล้ม ถ้าเป็นแต่ก่อนฉันคงยิ้มแสยะแล้วเดินผ่านไป แต่พอเจอสิ่งที่วินเธอร์ทำ ฉันก็ถึงกับอึ้ง เขาอุ้มเด็กคนนั้นขึ้นมาแล้วพาไปหาพ่อกับแม่ แต่พอหาไม่เจอเขาก็พาไปทำแผล เสร็จแล้วเราก็ได้คำขอบคุณพร้อมรอยยิ้มกลับมา…แค่ขอบคุณกับรอยยิ้ม ทำไม…ทำไมมันถึงทำให้วินเธอร์ยิ้มได้นานขนาดนี้นะ =[]=?

                “สงสัยล่ะสิ เธอก็ลองดู ^-^”

                วินเธอร์บอกแล้วพาฉันไปตระเวนอีกรอบ ในที่สุดเราก็เดินไปเจอกลุ่มเด็กกำลังรุมทำร้ายเด็กคนเดียว… หนอย พวกหมาหมู่!

                “เป็นการกระทำที่เลวร้ายที่สุด! พวกนายหยุดเลยนะ!!”

                ฉันเดินเข้าไปห้ามพร้อมกับใช้เสียงตวาด เด็กอายุประมาณสิบกว่าปีจ้องฉันเขม็ง ฉันส่งสายตาจิกแทงแฝงไปด้วยอันตรายให้พวกเขาก่อนจะพยุงเด็กที่ถูกรุมซ้อมขึ้นมา จากนั้นก็ส่งไปให้วินเธอร์

                “เด็กไม่ดี ฉันจะบอกพ่อแม่ของเธอ”

                “เจ๊มายุ่งอะไรด้วยล่ะ แก่ก็อยู่ส่วนแก่ดิ”

                เด็กบ้าคนหนึ่งพูดขึ้น ฉันมองเขาแบบกินเลือดกินเนื้อ ฉันน่ะ นักเลงเก่าที่กำลังพยายามทำตัวดีนะเว้ย -_-+ ฟิ้วส์ขาดแล้วไอ้พวกนี้ตายแน่

                “แม่สอนแล้วไม่จำเหรอ ไอ้พฤติกรรมหมาหมู่อ่ะ พวกชอบใช้กำลังมากกว่าสมอง -_-^”

                แม้ฉันจะชอบทำตามทฤษฎีนี้ก็ตาม -_- แต่เอาเข้าจริง พอฉันมองสิ่งที่เด็กพวกนี้ทำมันรับไม่ได้จริงๆ น่ะแหละ

                “ก็ไอ้บ้านั่นมันไม่ยอมแบ่งลูกอมอ่ะ ทำไม เจ๊มีปัญหามั้ย”

                เด็กอีกคนพูดขึ้นมา นี่มันไม่เกรงกลัวสายตาฉันเลยใช่มั้ย

                “ปัญหาน่ะมีแน่ถ้าพวกนายยังเรียกฉันว่าเจ๊แบบนั้น พวกนายรู้จักสถานพินิจเด็กมั้ย ที่สำหรับบรรจุเด็กเกเรน่ะ พวกที่ชอบใช้กำลังมากกว่าสมอง พวกนายน่ะเสี่ยงมากเลยนะที่จะได้เข้าไปในนั้น มันไม่สนุกหรอกพวก พวกเขาจะบังคับนายให้ทำแต่งาน ไม่ทำก็ใช้แส้ตี อาหารก็เน่าเหม็นและเฟอะฟะ บางวันก็มีไม่พอ บางคนเลยไม่ได้กิน แต่ถ้าวันนั้นเป็นวันเกิดนาย นายก็อาจจะโชคดีไป…ถ้าพวกนายใกล้ตายเขาก็จะขังนายไว้ในคุกมืด แล้วอย่าคิดว่าจะหนีออกมาได้นะ รอบรั้วอันสูงใหญ่และกำแพงอันหนานั่นน่ะ ล้อมไปด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า โซ่ล่ามพันมั่วกันไปหมด ถ้านายพยายามหนีละก็…พวกนายรู้จักการยิงเป็ามั้ย นั่นล่ะที่พวกเขาจะทำ”

                โปรดเข้าใจ…ฉันโม้!!

                เด็กพวกนั้นหน้าซีดเป็นไก่ต้มแต่ฟอร์มก็ยังอยู่ ฉันเลยทำทียกโทรศัพท์มือถือขึ้นมา

                “ฉันมีเบอร์ของที่นั่นด้วยนะ เพื่อนฉันคนหนึ่งเคยไปแล้วไม่ได้กลับออกมาอีกเลย…รู้มั้ยเขาทำอะไรถึงได้ไปที่นั่น”

                พวกนั้นส่ายหัว

                “แค่ไปดึงหางแมว พวกนายคิดดู แค่ดึงหางแมวก็ถูกส่งเข้าไปแล้ว…เฮ้อ ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพวกนายจะต้องโดนอะไรบ้าง…ว่ามั้ยพวก -_-^”

                ฉันเอาแขนเท้าลงไปบนบ่าของเด็กคนหนึ่ง ทันใดนั้นเขาก็กรีดร้องออกมา เด็กเหล่านั้นตัวซีดตัวสั่นกันเป็นแถว สามวินาทีต่อมาพวกเขาก็รวบรวมกำลังและวิ่งหนีกระเจิงออกไปหมด -_- เจ๋งดีจริง คำพูดโม้ๆ เนี่ย

                “ฉันเป็นไงบ้าง อ้าว แล้วเด็กผู้ชายคนนั้นล่ะ +O+”

                ฉันเดินไปถามวินเธอร์ที่ยืนรออยู่ใต้ต้นไม้ เขายิ้มที่มุมปากนิดๆ

                “ไปแล้ว ไปหาแม่ เขาฝากขอบคุณเธอด้วยนะ ทั้งลูกทั้งแม่เลย นี่ไง รางวัลคนเก่ง -O-”

                วินเธอร์ยืนอะไรบางอย่างมาให้ ฉันเปิดออกดูก็พบว่ามันเป็นลูกอม

                “เนี่ยแหละ สิ่งที่พวกนั้นพยายามแย่งกันมา รู้สึกยังไงบ้างล่ะที่เด็กคนนี้เอาให้เธอแทน ^-^”

                ฉันยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว…รู้สึกยังไงงั้นเหรอ มีความสุข ปลื้ม ดีใจ…มันเป็นความรู้สึกที่ดีกว่าตอนที่ฉันเที่ยวไปเกเรคนอื่นเยอะ

                “ดีแล้วล่ะ สิ่งที่เธอทำ -_- แต่…น่ากลัวไปนิด”

                วินเธอร์ทำหน้าสยอง ฉันหัวเราะพรวด

                “โฮะๆ ในที่สุดเธอก็ทำได้ เธอยิ้ม ^_^”

                “ฉันยิ้มเหรอ ^-^”

                “ใช่ เธอยิ้ม”

                “ฉันไม่ยิ้มสักหน่อย นายตาฝาด ไปกันได้แล้ว -_-”

                ฉันบอกแล้วตบไหล่วินเธอร์ดังปั้ก เขาทำสีหน้าบู้บี้แล้วเราก็เดินออกจากสวนสาธารณะไปด้วยกัน… ฉันมองลูกอมในมืออย่างปลื้มปิติ ความดีครั้งแรกที่ฉันภูมิใจ ความดีที่แสนอร่อย…อ๊ามมมม

                “เฮ้ เธอจะกินมันเหรอ ไม่เก็บเป็นที่ระลึกหรือไง”

                “ไม่อ่ะ นายอิจฉาล่ะสิ ฮ่าๆๆๆๆ”

                “เธอยิ้มอีกแล้ว -w-”

                “หยุดจับผิดฉันสักทีน่า เดินไป!!”

+

+

+

+


+ ขอบคุณที่ติดตามนะคะ : ))

 

 

tags : Rainy   Winter  
เขียนโดย SeEiw : 2008-06-02 10:50:39

/2