ร้านน้ำชาทีโคล์ฟ...
"มาสเตอร์ครับ!!"อินูอิ ตะโกนออกมาจากหลังร้าน
"อะไร!?"ฟอล์กเนอร์ ตอบรับในทันที
"แล้วมาสเตอร์จะไปหาคุณคิโอเรสเมื่อไหร่ครับ ผมจะนำทางให้"อินูอิตอบ
"งั้นเดี๋ยวไปกันพรุ่งนี้เลย"ฟอล์กเนอร์ตอบ
"ให้ชั้นไปด้วยสิมีเรื่องต้องถามเค้าเหมือนกัน"มารอทตะโกนออกมาจากห้องน้ำ
"ยังไงซะผมกับพี่ก็ต้องไปทั้งคู่นั่นแหละ ไม่เห็นต้องพูดเลย"ฟาลิชพูดลอยๆขณะที่กำลังขนของใส่ตู้
"เดี๋ยวชั้นกับแคโรลขออยู่เฝ้าร้านนะคะ"รอเรนเซ่บอกขณะที่กำลังอบขนมปัง
"ช่างเถอะๆ ยังไวซะก็ไปกันให้หมดเลยแล้วกัน พี่จะพูดแบบนี้ใช่มั้ยคะ"แคโรลไลน์พูดขึ้นทันทีที่เห็นฟอล์กเนอร์เริ่มขยับปาก
"งั้นตกลงตามนี้ พรุ่งนี้ปิดร้านหนึ่งวัน"มารอทสรุป
วันต่อมา...
"ที่นี่แหละครับ!!"อินูอิตะโกนแข่งกับเสียงลมพลางชี้ไปยังกระท่อมโย้ๆโทรมๆหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวบริเวณชายป่าตะวันออกของเมือง
"กึง!!ๆ ๆ ๆ"อินูอิเคาะลูกเหล็กบนประตูเสียงดัง
เมื่อประตูเปิดออกจนสามารถเห็นผู้อาศัยข้างในได้ทุกคนก็มองไปยังหญิงชราผู้มาเปิดและก็พบว่านางคือครุฑร่างท้วมท่าทางใจดีคนหนึ่งเท่านั้น
"คุณเมื่อตอนนั้น"ฟาลิชทักทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเธอคือคนที่เร่งเขาบนถนนในคืนที่ฟอล์กเนอร์ถูกมนุษย์หมาป่าทำร้ายที่ชายป่าทางใต้
"เข้ามาสิอินูอิ"หญิงชราเรียกทุกคนเมื่อพบว่าผู้เยือนคืออินูอิ
"ศาสตราจารย์คิโอเรสครับ"อินูอิทักทาย
"ชั้นไม่ได้เป็นศาสตราจารย์แล้วจ้ะตั้งแต่...สามีชั้นตาย"หญิงชราพูดและเริ่มร้องไห้พลางย้อนนึกถึงความหลัง
"มีใครมาด้วยงั้นหรือ"คิโอเรสประอารมณ์ได้แทบจะทันทีพลางมองไปยังแขกที่มากับอินูอิ
"เอ่อ... ขอแนะนำนะครับนี่คุณฟอล์กเนอร์ที่คุณบอกให้ผมไปหาไงครับ"อินูอิแนะนำ
"อ่อ ไม่ๆๆไม่ต้องแนะนำหรอกชั้นรู้จักพวกเธอทุกคนนั่นแหละ"คิโอเรสพูดพลางี้ไปยังลูกแก้วทำนายฝุ่นเขรอะ
"โดยเฉพาะเธอ ชั้นรู้จักเธอดีที่สุดแล้วล่ะ ชื่อเธอน่ะชั้นเองก็เป็นคนตั้งให้ด้วยซ้ำ"คิโอเรสพูดพลางชี้ไปยังฟอล์กเนอร์
"คุณรู้จักพ่อแม่พวกเรางั้นเหรอ"มารอทถาม
"รู้จักดีเลยล่ะทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต"คิโอเรสตอบลอยๆ
"เอาเถอะ เข้าเรื่องเลยนะ พวกเธอมีคำถามจะถามชั้นใช่มั้ยล่ะ รอสักครู่นะ"คิโอเรสต่อในทัทีแล้วเธอก็หายเข้าไปในกองสิ่งของสัพเพเหระที่กระจัดกระจายอยู่ในมุมหนึ่งของกระท่อม
"เจอแล้ว ๆ"คิโอเรสโผล่ออกมาหลังจากนั้นไม่นานนักพลางยื่นหีบไม้ใบหนึ่งให้ฟอล์กเนอร์
"มันล็อคอยู่นี่ครับ"ฟาลิชพูดขึ้นพลางงัดให้หีบนั้นเปิดออก
"นี่ไงๆ"คิโอเรสยื่นกุญแจดอกใหญ่ที่มีตัวอักษรE.ให้ฟอล์กเนอร์
"สมุด?"รอเรนเซ่พูดขึ้นเมื่อพบว่าสิ่งที่หลับไหลอยู่ข้างในคือสมุดปกหนังสีดำ
"หนูขอดูหน่อย"รอเรนเซ่ขอ
"ไม่มีระบบป้องกันเลยเหรอ"อินูอิถามพลางยื่นมีไปแตะสมุด
"เปรี้ยง!!"สมุดคำรามเอาสายฟ้าสีดำพุ่งเข้าใส่อินูอิทันทีที่มือของเขาแตะโดน
"ดูเหมือนว่าจะมีแค่ชั้นกับแคโรลเองละมั้งที่จับมันได้น่ะ"ฟอล์กเนอร์พูดพลางมองไปยังสัญลักษณ์รูปกาดำที่เป็นสัญลักษณ์ประจำตระกูลทางพ่อของเขา
เมื่อนิ้วของฟอล์กเนอร์แตะโดนหนังสือตัวหนังสืออาคมสีดำก็ลอยเด่นขึ้นมาให้เห็น
"อ่านว่าอะไรหรอ"มารอทถามเมื่อเห้นตัวหนังสือเหล่านั้น
"แปปนะ...ถึงลูกชายผู้สืบสายเลือดของพ่อ พ่อได้บันทึกทุกสิ่งทุกอย่างที่พ่อมี ทั้งความลับของเวทมนต์โบราณ รวมไปถึงเวทมนต์อาณุภาพสูงทั้งหลายที่พ่อค้นพบ ทั้งวิธีค้นหา ควบคุมและสลายอาคมเหล่านั้นไว้ในบันทึกเล่มนี้ และจงจำไว้ไม่ใช่เวทมนต์ทุกอย่างควรค่าพอที่จะนำออกมาแสดงแก่สายตาชาวโลก จงใช้ความรู้ในบันทึกเล่มนี้อย่างชาญฉลาด อย่าให้เป็นอย่างอาของลูกที่ไม่สามารถควบคุมเวทมนต์เหล่านั้นได้จนต้องตายอย่างน่าเศร้า ปล.มีคิดให้มากๆ ลงชื่ออีวีเลียส เดวาลา อวาลัส ผู้เขียน"ทันทีที่ฟลอ์กอ่านตัวหนังสือเหล่านั้นจบพวกมันก็สลายกลายเป็นควันและจางหายไปในที่สุด
"อีวีเลียส เดวาลา อวาลัส..."ฟอล์กเนอร์ทวนคำ
"พ่อของเธอไงล่ะ"คิโอเรสตอบคำถามทันทีก่อนที่ฟอล์กเนอร์จะถาม
"พ่องั้นเหรอ... เดี๋ยวก่อน!!ความลับของเวทมนต์โบราณ? พวกคนที่พยายามเปิดประตูนั่นคงตามหาบันทึกเล่มนี้สินะครับ"ฟอล์กเนอร์คิดได้แบบฉับพลัน
"พี่คะ!!"แคโรลไลน์พูดขึ้นอย่างรู้ทัน
"มีจริงด้วย!! เรื่องของประตูนั่น!!"ฟอล์กเนอร์พูดขึ้นเมื่อเปิดบันทึกอย่างรวดเร็ว
"ที่พวกมันต้องการจริงๆไม่ใช่บันทึกหรอก มันคือตัวเธอต่างหากล่ะ"คิโอเรสพูดต่ออย่างใจเย็นพลางชี้ไปยังฟอล์กเนอร์
"เค้าจะเอาตัวฟอล์กไปทำไม แล้วทำไมต้องเจาะจงว่าเป็นตัวฟอล์กล่ะ ถ้าในกรณีนี้แคโรลยังจับตัวได้ง่ายกว่าเลยนี่นา"มารอทตั้งคำถามอย่างร้อนรน
"ก็เพราะเค้าสืบสายเลือดมาจาก อัลเฟรอส อวาลัสและเซโนเซเอล แองเจลลา มาอย่างเข้มข้นทั้งทางสายเลือดและพลังเวทไงล่ะ"คิโอเรสตอบเสียงเรียบ
"สุดยอดนักรบสวรรค์และนรกผู้เป็นศัตรูคู่อาฆาตกันสินะคะ"รอเรนเซ่ถามพลางมองไปยังรูปวาดที่มีนักรบสองคนทึ่รบกันอยู่
"ถูกต้องแล้วล่ะ ที่ใช้แคโรลไลน์ไม่ได้ก็เพราะสองตระกูลนี้สาบานกันไว้ไงล่ะว่าถ้าสองตระกูลนี้เกี่ยวข้องกันเมื่อไหร่ ผู้เป็นพ่อและแม่จะต้องกลายเป็นมนุษย์และอายุสั้นลงครึ่งและจะต้องถูกตัดออกจากตระกูลไงล่ะ แต่ลูกของพวกเขาจะได้รับสืบถอดสายเลือดและกลับเข้ามาเป็นคนในตระกูลแทนไงล่ะ"คิโอเรสตอบ
"เพราะงั้น แคโรลที่เกิดหลังจากนั้นก็จะไม่มีพลังไปตามระเบียบสินะ"ฟาลิชพึมพัม
"ถูกแล้วล่ะ แล้วก็นะพ่อแม่ของพวกเธอสองคนที่เหลือชีวิตแค่ครึ่งเดียวน่ะ ก็ตายไปหลังจากแคโรลไลน์เกิดได้แค่ไม่กี่ปีใช่มั้ยล่ะ"คิโอเรสถามราวกับรู้คำตอบ
"ใช่ครับ ผมก็เลยต้องอยู่กับแคโรลแค่สองคนโดยใช้สมบัติที่เหลืออยู่ของพ่อและแม่น่ะ"ฟอล์กเนอร์ตอบ
"แล้วชื่อจริงๆของนายคืออะไรรู้มั้ย"คิโอเรสถาม
"ไม่ทราบค่ะ"แคโรลไลน์ตอบ
"ฟอล์กเนอร์ อีวีเลียส อวาลัส และแคโรลไลน์ บิลิเอล อวาลัส"คิโอเรสตอบเสียงเรียบ
พริบตานั้นฟอล์กเนอร์รู้สึกได้ว่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล่นเข้ามาในสมองแบบเฉียบพลันจนเขารู้สึกชาไปทั้งตัว
"เดี๋ยวสิครับโลกมนุษย์ สวรรค์กับโลกปีศาจน่ะมันอยู่คู่ขนานกันไม่ใช่เหรอครับ แล้วพ่อกับแม่ของแคโรลน่ะมาเจอกันได้ยังไงล่ะ"ฟาลิชตั้งคำถาม
"ประตูนั่น..."อินูอิพูดขึ้นมาในทันที
"ถูกแล้วล่ะประตูนั่นมีไว้เชื่อมโลกทั้งสามเข้าด้วยกัน"คิโอเรสเสริม
"แต่ว่านะครับ ยังไงซะก็หาสาเหตุไม่ได้อยู่ดีว่าทำไมพวกนั้นถึงได้อยากเปิดประตูนั่น"มารอทพูดต่อลอยๆ
"ก็เพราะพ่อแม่ของเธอน่ะสิ สองคนนั่นเป็นคนที่จะต้องรับตำแหน่งราชาและราชินีของโลกสวรรค์ และโลกปีศาจน่ะสิ"รอเรนเซ่ตอบ
เมื่อทุกคนหันไปก็พบว่ารูปของอัศวินทั้งสองกลายเป็นแผนผังตระกูลทั้งสองแล้ว
"ดูนี่สิ ตรงที่น่าจะเป็นชื่อพ่อแม่ของมาสเตอร์น่ะจางหายไปเลยล่ะ แล้วมันก็มีชื่อของมาสเตอร์กับแคโรลไลน์โผล่ขึ้นมาในช่องถัดลงมานะ"รอเรนเซ่ชี้ไปยังรอยจางๆบนแผนผังนั้น
"มันก็เลยพยายามที่จะพาตัวของนายกลับไปแทนพ่อนายที่ตายไปล่ะสินะ"มารอทต่อ
"ใช่ เอาเถอะเลิกพูดเรื่องนี้เถอะชั้นรู้แค่นี้เท่านั้นแหละ"คิโอเรสตัดบท"นายมีเรื่องที่อยากถามชั้นใช่มั้ย"
"อ๋อ!! จริงสิมีอยู่ครั้งนึงที่ผมกลายเป็นมังกรไปล่ะครับ"มารอทต่อ
"อ้อ เธอกับน้องเธอน่ะเป็นพวกมนุษย์มังกรไงล่ะแถมยังสืบสายเลือดมาดีซะด้วย"คิโอเรสอธิบาย
"ไอ้เรื่องมนุษย์มังกรน่ะผมรู้แต่ส่วนใหญ่เค้าจะเริ่มกลายร่างได้ก็ตอนสามสิบไม่ใช่เหรอ"ฟาลิชต่อ
"ก็ชั้นถึงได้บอกไงว่าเธอสืบสายเลือดมาดีไง"คิโอเรสอธิบายเสียงเรียบ
"เธอเป็นคนตระกูลดราโกนัสไม่ใช่เหรอ ตระกูลนี้เคยโด่งดังมากในเรื่องพลังของมังกรที่มากกว่าคนตระกูลอื่นนะ แล้วก็...ตระกูลนี้เคยเป็นหัวหน้าเผ่าหรือก็คือราชาของมนุษย์มังกรที่มีพลังอำนาจสูงมากๆเผ่านึง แต่เห็นว่าปู่ทวดเธอสละสิทธิการเป็นราชาแล้วมาใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์คนธรรมดานะ"คิโอเรสอธิบายต่อ
"งั้นผมก็จวนจะถึงคิวกลายร่างแล้วสินะครับ"ฟาลิชพูดอย่างตื่นเต้น
"อื้อ อีกไม่นานหรอก"คิโอเรสตอบ
"อยากรู้จัง ของฟาลิชเกล็ดจะเป็นสีอะไร"แคโรลไลน์พูดพลางโอบหลังของฟาลิช โดยที่ไม่รู้เลยว่าฟาลิชหน้าร้อนผ่าวๆจนจะควันขึ้นอยู่แล้ว
"เอาเถอะ พวกเธอน่ะเดี๋ยวพายุจะมาแล้ว พวกเธอกลับไปซะ"คิโอเรสเร่ง
คืนนั้น...
ฟอล์กเนอร์นั่งเหม่อมองอย่างไร้จุดหมายอยู่ที่ระเบียงขอห้อง
"คิดอะไรอยู่ล่ะ"มารอทถามเมื่อเขาเข้ามาในห้องและพบว่าฟอล์กยังนั่งเหม่ออยู่ที่เดิม
"ปล่าวหรอก"ฟอล์กเนอร์โกหก ในสมองของเขาเต็มไปด้วยคำถาม"บันทึกของพ่อ ตระกูลทั้งสอง สายเลือดของพ่อและแม่ แล้วสิ่งที่แวบเข้ามาในหัวเราตอนนั้นมันอะไรกัน"ฟอล์กเนอร์คิดพลางพยายามนึกถึงสิ่งที่แวบเข้าในหัวว่าสิ่งนั้นคืออะไร
"ฟอล์ก รับ!!"มารอทพูดพลางโยนขนมปังก้อนหนึ่งส่งให้ฟอล์กเนอร์
"ขอบใจ นายไปนอนเถอะชั้นไม่เป็นไรหรอก"ฟอล์กเนอร์โกหก
"ชั้นขี้เกียจกลับอ่ะ ขอนอนห้องนายคือนึงแล้วกัน"มารอทเริ่มหาวหวอดๆ
"เออ...ตามใจ"ฟอล์กเนอร์พูดพลางลุกไปหยิบผ้าห่มและหมอนโยนไปทางมารอท
"สิ่งที่แวบเข้ามาในหัวเรามันคืออะไร ทำไมเราคาใจกับสิ่งนั้นนัก ตระกูลของเรางั้นเหรอ ดินแดนทั้งสอง ช่วงที่หายไป ราชา... มันต้องมีอะไรแปลกๆไปแน่ มันคืออะไรกัน"ฟอล์กเนอร์พยายามหาคำตอบ แต่ยิ่งเขาพยายามเท่าไร่มันก็เหมือนกับงมเข็มในมหาสมุทร จนในที่สุดเขาก็หลับไหลไป
ในความฝัน... ฟอล์กเนอร์เดินวนอยู่ในความมืด มีคนสองคนเดินตรงมาทางเขาคนหนึ่งคือชายหนุ่มผมสีขาวที่มีปีกของปีศาจ และอีกคนหนึ่งคือหญิงสาวผมสีน้ำตาลที่มีปีกนกสีขาว
"พ่อ...แม่..."ฟอล์กเนอร์สัมผัสได้ทันทีด้วยความรู้สึก ยังไม่ทันที่เขาจะเดินเข้าไปหาร่างของทั้งคู่ก็สลายหายไปปรากฏเป็นร่างตัวตลกสองคน คนหนึ่งนั้นเป็นตัวตลกผู้ชายในชุดสีดำ และอีกหนึ่งงนั้นเป็นตัวตลกหญิงในชุดสีขาวสนิท
"นายท่านรู้เรื่องทั้งหมดแล้วก็กรุณามากับเราซะนะขอรับ/เพคะ"ตัวตลกทั้งสองเอ่ยขึ้นพร้อมกัน
"ไม่มีทาง!! ชั้นจะไม่ไปไหนทั้งนั้น!!"ฟอล์กเนอร์ตวาด
"ถ้าเช่นนั้นข้าน้อยจำเป็นต้องใช้กำลังนะขอรับ/เพคะ"ตัวตลกทั้งสองเอ่ยเสียงแข็ง"Golden Cage"สิ้นคาถากรงนกสีทองก็ปรากฏขึ้นครอบร่างของฟอล์กไว้
"ชิ!! Frozen Battle Axe!!"สิ้นคาถาขวานน้ำแข็งก็ปรากฏขึ้นและผ่ากรงออกเป็นสองซีก
"ข้าน้อยไม่ยอมหรอก!!"ตัวตลกในชุดดำตั้งท่าร่ายคาถา
"Gaia Buster!!"ฟอล์กเนอร์ยคาถากระสุนดินใส่ตัวตลกขาวในทันที
"ไม่มีทางหรอกเพคะ!! Bamboo Drill!!"ตัวตลกขาวร่ายสว่านไม้ไผ่ทะลวงกระสุนดินของฟอล์กเนอร์ในทันที
"โธ่ว้อยย!! Gigapede!!"ตะขาบยักษ์อาคมของฟอล์กเนอร์ทะลวงออกมาจากพื้นดินพุ่งใส่ตัวตลกดำ
"Wind Blade!!"ดาบวายุของตัวตลกดำพุ่งเข้าเฉือนร่างตะขาบอาคมของฟอล์กเนอร์จนขาดเป็นสองซีก ถึงกระนั้นอาณุภาพของดาบนั้นก็ยังไม่หมดลง ดาบวายุอันนั้นพุ่งตรงมายังฟอล์กเนอร์โดยตรง
"Diamond Wall!!"ตัวตลกขาวพุ่งเข้ามารับดาบแทนฟอล์กเนอร์อย่างรวดเร็ว
"เฮือก!!"ฟอล์กเนอร์สะดุ้งตื่นขึ้นมาร่างของเขาเย็นวาบขึ้นมาในเฉียบพลัน
"ฟอล์ก!! ตื่นได้แล้ว!!"มารอทตะโกนขึ้นมาจากห้องครัว
"เออ!!"ฟอล์กเนอร์ตอบรับ ก่อนจะรู้ตัวว่าร่างของเขามีผ้าห่มผืนใหญ่คลุมอยู่
"มีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้นอีกแล้วสินะ"ฟอล์กเนอร์พึมพัมกับตัวเองขณะที่เก็บผ้าห่มเข้าตู้ ก่อนจะลงไปยังห้องครัว
_________________________________________________________________________
Chapter 8th:Fathers Memorandum
End