วันที่ : 13 พฤษภาคม 2551
ชื่อเรื่อง : ไม่มีเรื่องเรื่องสั้น :
ชื่อตอน (chapter) : วันของการพิสูจน์

 

คิโยชิปั่นจักรยานมาโรงเรียนตั้งแต่เช้ามืดเพราะเขาได้แต่คิดว่าจะทำยังไงถึงจะได้รู้ว่า ใครคือเจ้าของสมุดไดอารี่ เขาจอดรถชิดกับรั้วหลังโรงเรียนซึ่งอยู่ไม่ไกลจากห้องประชุมจะได้สะดวกเวลากลับบ้านของเขาซึ่งไปทางประตูหลัง คิโยชิเดินเข้ามาในห้องเรียนแล้วเอากระเป๋าวางไว้บนเก้าอี้ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีใครมาถึง เขาตัดสินใจว่าจะไปซ้อมเปียโนซธหน่อย แต่แล้ว...

 

 

ตุ๊บ!....

 

“ขอโทษครับ...”

“มะ...ไม่เป็นไร”เขาเดินชนเข้ากับเพื่อนหญิงคนหนึ่งในห้อง เธอเป็นคนที่ตาโต ผิวขาว ตัวเล็กบอบบาง เขาเพิ่งสังเกตว่าเธอเป็นคนที่น่ารัก

มากๆทีเดียว แต่เขาไม่เคยสนใจมาก่อน เพราะเธอไม่ค่อยชอบคุยกับใครชอบอยู่เงียบๆ และอีกอย่างเธอดูวางตัวด้วย จึงคิดว่าเธอคงไม่สนใจเขา คิโยชิจำชื่อเธอไม่ได้จึงเหลือบมองที่ป้ายชื่อที่เสื้อเธอ

‘มากิโนะ ฮามาซากิ’ เขาประสานสายตากับเธออยู่สักครึ่งวินาทีเห็นจะได้ แล้วมากิโนะก็หลบสายตาโดยการก้มหน้าลงแล้วเธอก็ต้องตกใจ

ที่เห็นว่าในมือของคิโยชิ ถือสมุดไดอารี่เล่มสีชมพูที่เธอตามหานั้นอยู่

ส่วนคิโยชิ ก่อนที่มากิโนะจะก้มหน้าลง เขาก็เอบเห็นสร้อยคอเส้นเล็กๆเส่นหนึ่งที่เธอสวมอยู่ที่คอ มันเป็นสร้อยคอที่ดูคล้ายว่าจี้จะเป็นรูปหัวใจ แต่เขาก็เห็นไม่ชัด จึงทำให้เขาคิดเรื่องสมุดไดอารี่นั้นขึ้นมาอีก

~ซาโนกุบะ ซาโนกุบะ~

เสียงโทรศัพท์ของคิโยชิ ดังขึ้นทำให้เขาก้มหน้าหยิบโทรศัพท์

มากิโนะจึงเดินเลี่ยงออกมาที่โต๊ะของตัวเอง

คิโยชิเดินออกมาคุยโทรศัพท์ข้างนอกห้อง

“ฮัลโหล ว่าไง โซกิ”

(เอ่อ...สวัสดีค่ะ นี่คุณคิโยชิที่เป็นเพื่อนกันคุณ บูโซกิ ใช่ไหมคะ)

“ใช่ครับ...แล้วคุณเป็นใครครับ”

(ฉันนิยามิเป็นพนักงานในร้าน หมูกะทะคาโต้ค่ะ คือเพื่อนคุณเมาสลบอยู่นี่ตั้งแต่เมื่อคืน ตอนนี้ยังไม่ตื่นเลยค่ะ ถ้ายังไงรบกวนคุณช่วยมารับเพื่อนกลับด้วยนะคะ )

“จริงเหรอ ครับผม...งั้นจะรีบไปเดี๋ยวนี้ล่ะครับ”

 

คิโยชิ เดินกลับเข้าไปเอากระเป๋าเป้ในห้องและรีบปั่นจักรยานออกมาจากโรงเรียน ตรงไปยังร้านหมูกะทะคาโต้ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบ้านเขาเท่าไหร่

“ขอบคุณมากนะคะคุณโยชิ เมื่อคืนคุณโซกิดื่มไปมาก...ส่วนเพื่อนอีกสองคนก็แอบหนีกลับไปแล้ว เหลือแต่คุณโซกิที่เมาสลบอยู่คนเดียวน่ะค่ะ”

“ไม่เป็นไรครับ...ว่าแต่เรื่องค่าอาหารจ่ายไปหรือยังครับ”

“อ๋อ...เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ เจ้าของร้านเป็นคุณลุงของคุณโซกิเอง แต่ฉันไม่กล้าจะบอกกับเขาเรื่องที่เขาเมาน่ะค่ะ เพราะกลัวว่าคุณคาโต้ จะต่อว่าคุณโซกิเขา”

“ครับ...ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”

“คะ...โชคดี”

 

คิโยชิปั่นจักรยานไปกะว่าจะพาเพื่อนไปส่งที่บ้านแต่ก็คิดขึ้นมาได้ว่าถ้าพาไปก็ต้องถูกด่าแน่ๆ เลยพาไปที่บ้านเขาแทน

 

 

“โซกิ ตื่นได้แล้ว...โซกิตื่นได้แล้วโว๊ย”

คิโยชิปลุกเพื่อนอยู่หลายครั้งก็ไม่ยอมตื่น เลยตัดสินใจ

พรวดดดดดดดด!

เขาสาดน้ำเต็มถังลงบนตัวเพื่อน

“โอ๊ย...อะไรวะเนี่ย”

“ก็สาดให้แกตื่นน่ะสิวะ”

“…แล้วฉันมาอยู่บ้านแกได้ไงเนี่ย...ฉันจำได้เมื่อคืนนี้”

ตุ๊บ

คิโยชิ เอากำปั้นทุบหัวเพื่อนเบาๆ

“นี่แน่ะ...แกน่ะไปเมาอยู่ที่ร้านลุงแก พนักงานที่ร้านเขาเลยโทรให้ฉันไปรับ”

“จริงเหรอ”บูโซกิทำหน้าสลด และไม่พูดอะไร

“แกไปอาบน้ำไป ฉันเหม็นกลิ้นเน่าๆซะแล้ว”

“เออๆ”

 

คิโยชิ นั่งอ่านหนังสือเพลินๆ เพื่อรอบูโซกิอาบน้ำ

และเมื่อบูโซกิ เสร็จเรียบร้อย เขาก็นั่งจับเข่า เพื่อปรึกษาเพื่อนเรื่องผู้หญิงคนนั้น

“จริงหรอวะ...”บูโซกิพูดหลังจากที่ คิโยชิเล่าเรื่องทั้งหมดจบ

“ฉันแค่สงสัยเท่านั้นว่ามากิโนะจะใช่หรือเปล่า”

“จะใช่เหรอ...ฉันว่ามากิโนะอ่ะนะ ดูเป็นคนเงียบๆ จะชอบใครเป็นเหรอ...แต่ถ้าเธอชอบแกจริงๆก็ดีนะเว้ย นอกจากจะน่ารักมากๆแล้ว ยังโคตรเศรษฐีอีกด้วย”

“เรื่องนั้นฉันไม่สนใจหรอก ฉันสนใจที่คนเขียนไดอารี่เล่มนี้เป็นคนที่น่ารักมากๆต่างหาก”

“รู้ได้ยังไงว่าน่ารัก”

“ก็ฉันรู้สึกอย่างนั้น อย่างน้อยฉันก็รู้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่ทำอะไรให้ฉันประทับใจ”

“เออๆ ฉันเข้าใจแล้ว ก็เหมือนที่ฉันรู้สึกกับคุณ นิยามิ”

“ใครวะ...เดี๋ยวนี้มีคนที่รักจริงกับเขาแล้วเหรอ”

“เขาเป็นพนักงานในร้านหมูกะทะคาโต้ของลุงฉันอ่ะ”

“อ๋อ...คุณนิยามิที่โทรให้ฉันไปรับแกนั่นเอง”

“หา…คนที่โทรไปหาแกคือคุณ นิยามิ เหรอ”

“อืม...เธอบอกว่าชื่อ นิยามิ”

“ตายห่าแล้ว..เมื่อคืนนี้ฉันเมาเละ...แสดงว่าเธอก็ต้องเห็น อย่างนี้เธอก็ไม่ประทับใจในตัวฉันแล้วสิวะ...จะทำยังไงดี”

“เออ...เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนฉันจะช่วยเอง ตอนนี้มาพูดเรื่องของฉันก่อน แกต้องช่วยฉันสืบว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใครนะเว้ย”

“แล้วจะทำยังไงวะ”

ทั้งสองคนตกอยู่ในห้วงแห่งความคิด

แล้วบูโซกิก็ผ่างออกมา

“อ๋อ...ฉันรู้ละ เอาอย่างนี้สิ ก็คือ...”

บูโซกิกระซิบแผนการของตัวเองให้คิโยชิฟัง

ตุ๊บ! “นี่คือรอบที่สอง”

คิโยชิเอาก้ำปั้นทุบลงไปที่หัวของบูโซกิอีกครั้ง

“คิดได้ยังไงในสมองคิดได้แค่นี้เหรอ ทำอย่างนั้นมีหวังโดนตำรวจจับพอดี”คิโยชิต่อว่า โซกิ ที่เสนอแผนการให้ชวนมากิโนะไปเที่ยวและวางยาสลบเธอ แล้วค่อยแอบดูสร้อยที่คอของเธอว่าจะใช่รูปหัวใจที่ปีกหักหรือเปล่า และนั่นเป็นความคิดที่ห่วยแตกมากๆ

“งั้นจะให้ทำยังไง”

“เอาอย่างนี้ดีไหม ลองใช้เพื่อนผู้หญิงสักคนที่รู้จักกับมากิโนะให้ขอดูสร้อยที่คอเธอให้”

“ฉันไม่เห็นด้วย เพราะว่าไม่มีใครเลยที่เป็นเพื่อนกับมากิโนะ”

“แน่ใจเหรอ”

“บูโซกิ คนนี้ขอยืนยัน”

คิโยชิทำท่าครุ่นคิดอีกสักพัก

“อ๋อ...ฉันคิดออกแล้วแผนนี้สิเด็ดสุด”

“ทำยังไงของแกวะ”

“ก็คือ...”คิโยชิเล่าแผนการทั้งหมดที่เขาคิดได้ให้บูโซกิฟัง แล้วบูโซกิก็ตอบตกลง

“จะเริ่มวันนี้เลยเหรอ”

“แกจะบ้าเหรอ...วันนี้ฉันโดดเรียนมารับแก แล้วฉันจะกลับไปอีกได้ยังไงนี่มันก็สายมากแล้วขืนกลับไปถูกคุณครูด่าแน่...นี่ดีนะที่แม่ฉันไม่อยู่ไม่งั้นโดนแม่ด้วยอีกคนแน่ๆ”

“เออ...ลืมไป อย่างนั้นจะเริ่มวันไหน”

“วันจันทร์ หลังวันหยุดสุดสัปดาห์นี้แหละ”

“โอเค”

 

ทั้งสองคนเทคแฮนกันเป็นสัญญานว่าพร้อม แล้วก็เผลอหลับไปทั้งคู่

 

มากิโนะเดินเหมือนคนไร้วิญญาน เพราะวันนี้เขาไม่เห็นหน้าคิโยชิอีกเลยหลังจากเมื่อเช้าที่เดินชนเข้ากับเขาและเขาก็ดูรีบร้อนยังไงไม่รู้ตอนที่กลับเข้ามาเอากระเป๋าอีกครั้ง

ฉันเป็นห่วงเธอจังเลย เธอไปอยู่ที่ไหนของเธอนะ....

มากิโนะคิดในใจก่อนที่จะเดินไปยังห้องประชุมที่เดิมที่เขาเคยรอคิโยชิเผื่อว่าจะเจอเขา

“หนู...หนู...ตื่นได้แล้ว”

มากิโนะได้สติ เพราะเสียงภารโรงคนหนึ่งปลุกเธอ

“มานอนทำไมตรงนี้ล่ะ กลับบ้านได้แล้วมันดึกแล้วนะ”

“นี่กี่โมงแล้วคะเนี่ย”

“2 ทุ่มแล้ว...กลับบ้านได้แล้วนะ”

“คะ...ขอบคุณนะคะ”

 

มากิโนะลุกเดินมาพลางนึกย้อนไปว่าทำไมเธอถึงได้หลับ

แล้วเธอก็นึกขึ้นมาได้ว่าเธอรู้สึกปวดหัวมากๆแล้วก็วูบหมดสติไป ไม่ใช่เพราะเธอเผลอหลับ คิโยชิ ใม่มาสินะ....

เธอพูดในใจ พร้อมเดินต่อด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ

 

~มากิโนะจ๋ารับสายสิจ๊ะ มากิโนะจ๋ารับสายสิจ๊ะ~

คลิก

“ฮัลโหล ว่าไงคะแม่”

(มากิโนะลูกอยู่ไหนนะ...ตอนนี้ยูริจะถึงญี่ปุ่นภายในอีกครึ่งชั่วโมงแล้วนะ)

“อ๋อ...จริงสิ ค่ะแม่งั้นหนูจะรีบไปรอน้องที่สนามบินเดี๋ยวนี้ล่ะค่ะ…แค่นี้นะคะ...บายคะ”

คลิก มากิโนะกดวางหูโทรศัพท์ แล้ววิ่งกลับบ้านด้วยความเร็วสุดเหวี่ยง ความจริงแล้วคุณหนูอย่างเธอไม่จำเป็นต้องมาวิ่งหรือเดินอย่างนี้ทุกวันหรอก แต่เธอสั่งคนขับรถที่บ้านว่าไม่ต้องมารับเธออีก

ซึ่งก็เป็นเพราะว่า เธอต้องไปดูคิโยชิทุกวัน แล้วก็กลับไม่เคยตรงเวลา

 

~ซาโนกุบะ ซาโนกุบะ~

เสียงโทรศัพท์คิโยชิ ทำให้เขาตื่นขึ้น

“ฮัลโหลว่าไงครับแม่”

(โยชิ ตอนนี้แม่อยู่ที่สนามบินจะขึ้นเครื่องตอน 2  ทุ่มครึ่ง

ลูกมาส่งแม่หน่อยได้ไหม)

“อ้าว แม่จะไปไหนอ่ะครับ”

(มีงานใหญ่ที่รวบรวมนักเปียโนของแต่ละประเทศที่อเมริกาน่ะจ้ะ)

“จริงเหรอ ครับ ว้าว น่าไปด้วยจัง”

(ไม่ได้หรอกคิโยชิ ต้องเฝ้าบ้าน แล้วอีกอย่างต้องไปโรงเรียนด้วย

...โอเค งั้นแม่จะรอที่สนามบินนะ บายจ๊ะ)

“ครับ แล้วเจอกัน”

คลิก คิโยชิกดวางหูโทรศัพท์ แล้วปลุกเพื่อนให้ตื่น

“โซกิๆ ตื่นได้แล้วฉันจะออกไปข้างนอก”

“หง่าวววววว...ไปไหนของแกวะ”

“ไปส่งแม่ที่สนามบิน ต้องรีบแล้วด้วย ต้องไปให้ทัน 2 ทุ่มครึ่ง เหลือเวลาอีกแค่ 30 นาที”

คิโยชิและบูโซกิ รีบขับรถจักรยาน ออกจากบ้านไปสนามบิน เพราะว่าระยะทางอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่

 

 

ครึ่งชั่วโมงต่อมา

รถลีมูซีนคันสีดำ ถูกจอดลงที่หน้าสนามบิน ทำให้มีคนหันมามองดูหลายคน แล้วเด็กสาวน่ารักคนหนึ่งก็วิ่งลงจากรถด้วยความดีใจที่จะได้เจอน้องสาวของตัวเองที่ไม่ได้เจอมานาน

“มากิโนะ”เสียงเล็กเสียงหนึ่งตะโกนเรียกชื่อเธอ ซึ่งเธอก็รู้ดีว่านั่นเป็นเสียงของใคร

“มายูริ”

มากิโนะกระโดดกอดกับน้องสาวอายุ 14 ที่ห่างจากเธอเพียงแค่ 3 ปี

ซึ่งตอนนี้ดูเป็นสาวขึ้นมาก

“เป็นยังไงบ้าง...ยูริ...คิดถึงจังเลย”

“คิดถึงเหมือนกัน...มากิโนะดูผอมจังนะ...กินน้อยล่ะสิ สุขภาพถึงไม่ค่ค่อยจะดีน่ะ….l”

“…..ก็คงอย่างงั้นมั้ง...ดูยูริสิ จะสูงเท่าฉันแล้ว”

“แน่นอน...ฉันเจริญอาหาร ดูแลตัวเองดีด้วยจ้ะ”

“ถึงว่าสิสวยยังกะเป็นเด็กม.ปลายเลย”

“เอาเถอะ...ยูริ อยากจะกลับบ้านแล้ว เมื่อยเต็มที”

“ได้เลย...”

 

ในขณะนั้นเอง มากิโนะก็เหลือบไปเห็นคิโยชิและบูโซกิที่กำลังโบกมือลาหญิงสาวมีอายุคราวแม่แล้วคนหนึ่ง ซึ่งเธอก็มั่นใจว่านั่นคือแม่ของคิโยชิ จึงทำให้เธอโล่งใจที่ได้รับรู้ว่าเขายังสบายดี

 “ลาก่อนครับแม่”

มากิโนะยืนจ้องมองคิโยชิเหมือนไม่รู้สึกตัว ในขณะเดียวกันที่เขาหันมาเห็นเธอพอดี ท้งสองคนเลยต้องมองตากันอยู่ซักพัก

 

“ว้าว...บุพเพสันนิวาส”บูโซกิที่กำลังเหล่ตามองแหม่มสาวที่เพิ่งลงจากเครื่องหันมาทางจุดเดียวกับที่คิโยชิกำลังมองในขณะนี้

 

“ไปได้แล้วล่ะ...”มากิโนะหยุดสายตา เพราะเสียงเรีกของน้องสาว ก่อนที่จะเดินจูงมือกันขึ้นรถ

คิโยชิและเพื่อนได้แต่มองตามรถคันหรูที่แล่นออกไป จนสุดสายตา

“เฮ้ยย...โยชิจะไปไหนของแกวะ”บูโซกิได้แต่ร้องเรียกเพื่อนชายที่อยู่ดีๆ ก็ผลุนผลันออกไปจากสนามบินโดยไม่รอเขาเลย

 

 

สายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องไปที่เด็กสาวผมยาวร่างเล็กๆ ที่กำลังก้าวลงจากรถสู่บ้านหลังใหญ่

เขาเฝ้ามองดูเธออยู่อย่างนั้นจนเธอเดินไปลับสายตา

คิโยชิเงยหน้ามองบ้านหลังใหญ่ขนาดที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนอีกครั้งก่อนจะยิ้ม แล้วขับรถจักรยานกลับบ้านโดยที่ลืมเพื่นตัวเองไปเสียสนิท

 

 

 

 

เขียนโดย I_Am_EmiLY : 2008-05-13 21:56:53
วันที่ : 13 พฤษภาคม 2551
ชื่อเรื่อง : ไม่มีเรื่องเรื่องสั้น :
ชื่อตอน (chapter) : สมุดไดอารี่สื่อรัก

“ฮีลโหล คุณคิโยชิครับ...มีผู้หญิงคนนหนึ่งต้องการจะติดต่อกับคุณน่ะ...ตอนนี้คุณถึงญี่ปุ่นหรือยังครับ”

“ฉันถึงญี่ปุ่นแล้ว...ติดต่อให้เขาคุยกับฉันสิ”

“เอ่อคือ...เธออกไปข้างนอกน่ะครับ บอกว่าจะเข้ามาอีกครั้ง

ถ้าเกิดเธอกลับเข้ามาเมื่อไหร่ ผมจะติดต่อมาอีกครั้งนะครับ”

“ตกลง...”

เขากดวางหูโทรศัพท์ แล้วทอดสายตาไปรอบๆที่แห่งหนึ่งซึ่งเป็นเหมือนหอประชุม ของที่ไหนสักแห่ง และปล่อยให้จิตใจล่องลอยไป

 

“โยชิ วันนี้พวกฉันจะไปกินหมูกะทะ ไปด้วยกันมั้ย”

“ไม่ล่ะ เมื่อวานนี้ก็เข็ดแล้วที่ชวนพวกนายไป..อีกอย่างวันนี้

  จะไปซ็อมเปียโนที่ห้องประชุมใหญ่ด้วย”

“อือ..ไม่ไปก็ไม่ไปคร๊าบ พ่อนักดนตรีรุ่นใหญ่ งั้น บาย

  แล้วเจอกัน”

คิโยชิโบกมือลา เพื่อนร่วมชั้นสามคน ก่อนจะเดินหันหลังมายังห้อง

ประชุมใหญ๋ ซึ่งมีเปียโนตัวโปรดที่เขาใช้ซ็อมมาหลายปี หลังจาก

ถูกยกย่องให้เป็น นักดนตรีอันดับต้นๆของ โรงเรียน อามูโซยะ แห่งนี้

 

โด..เขาคิดตัวโน๊ตตัวแรกในใจ ก่อนที่จะหลับตาลง และเล่นโน๊ตตัวต่อๆไป คิโยชิค่อยบรรเลงเพลงไปโดยไม่เร็วและไม่ช้าเกิน หลายครั้งมาแล้ว ที่คิโยชิเล่นเพลงโดยใช้สมองและหัวใจคิดตัวโน๊ตขึ้นมาด้วยตัวเอง หากแต่ไม่เคยมีสักเพลงที่ไม่เพราะสะดุดหูสะดุดใจผู้ที่ได้ฟังและทุกครจะหลงรักในเสียงดนตรีมหัศจรรย์ของเขา

 

 

‘กึก..กึก’เสียงใครสักคนสะดุดขาตัวเองล้มลงในขณะที่เธอกำลังจ้องมองดูเด็กหนุ่มที่กำลังบรรเลงเปียโนอยู่บนเวที อยู่ในมุมเล็กๆที่เขามองไม่เห็น

“โอ๊ย...”เธอเผลอร้องออกมาแล้วเอามือปิดปากตัวเอง แต่นั้นก็ทำให้

  คิโยชิ ได้ยินอยู่ดี

“นั่นใครน่ะ”เขาค่อยๆละมือและสายตาอกจากเปียโน แล้วค่อยๆเดิน     

  ตามต้นเสียง

อย่านะ อย่านะ...นายจะเห็นหน้าฉันไม่ได้เด็ดขาด

เธอหลับตาปี๊แล้วภาวณาในใจ ไม่ให้คิโยชิมาพบเธอเข้า

“คิโยชิ ยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ”

เสียงคุณครูคนหนึ่งตะโกนถามคิโยชิ ทำให้เขาหยุดฝีเท้า แล้วหันหน้าไปอีกทาง และในขณะนั้นเอง

“ยังครับ คือผมจะ...”

เด็กสาวตัดสินใจ ใช้กระเป๋านักเรียนปิดหน้าตัวเอง แล้ววิ่งหนีจากมุมนั้น ออกไปทางประตูที่อยู่ใกล้ที่สุด

“นี่ เดี๋ยวสิ...เธอเป็นใครน่ะ” คิโยชิตะโกนไล่หลัง แล้วพยายามวิ่งตามไป แต่ก็เห็นแค่เพียงด้านหลังของเธอ ที่วิ่งไปไกลลิบแล้ว จะตามไปก็คงไม่ทัน

 

“แฮ่กๆ..”เธอพิงหลังเข้ากับรั้วประตูโรงเรียน พร้อมถอนหายใจด้วยความเหนื่อยเฮือกใหญ่

“เกือบไปแล้วมั้ยเรา”

มากิโนะพึมพำ และยิ้มอย่างโล่งอก พลางเอามือล้วงลงไปในกระเป๋า

เพื่อค้นหาสิ่งของบางอย่าง

“อ๊ะ..ตายแล้วหายไปไหนเนี่ย”

สีหน้าที่มีรอยยิ้มเมื่อครู่ เปลี่ยนเป็นซีดเผือดทันทีเมื่อหาของชิ้นนั้นไม่พบ

 

“มีอะไรเหรอคิโยชิ”คุณครู ซาเกชิ เอ่ยถาม

“ผมก็ไม่รู้ครับคือผมเล่นเปียโนอยู่ดีๆ..ก็ได้ยินเสียงคนล้มแล้วก็ร้องโอ๊ย ผมเลยเดินมาดูแล้วเธอก็วิ่งหนีไปอย่างที่เห็นน่ะครับ”

“ครูว่า...คงเป็นพวกนักเรียนหญิงที่ชอบเธอล่ะมั้ง…อย่าคิดมากเลย

 ถ้าอย่างนั้นครูขอตัวกลับบ้านก่อนนะ...แล้วอย่ากลับบ้านดึกนักล่ะ”

“ครับผม สวัสดีครับ”

คิโยชิหันกลับมาคิดเรื่องผู้หญิงคนเมื่อครู่ว่าคงเป็นอย่างที่คุณครูว่า

และกำลังจะเดินกลับบ้านไปซ็อมเปียโนต่อ แต่เท้าของเข้าก็สะดุดเข้ากับสิ่งของบางอย่าง มันคือสมุดไดอารี่เล่มเล็กสีชมพูอ่อนที่มีความหนามากทีเดียว คิโยชิค่อยๆเปิดมันออก

 

 

2 พฤษภาคม...

เร  ซอล มี ลา ลา ลา..

เมื่อเข้าอ่านบันทึกนั่นก็ทำให้เขารู้สึกโกรธขึ้นมาทันควัน

“กล้าดียังงัย...คิดจะมาขโมยโน๊ตเพลงของฉัน”

ในสมุดเล่มนั้นมีโน๊ตเพลงที่เขาคิดขึนมาเองและเล่นที่ห้องเปียโนนีตั้งแต่เปิดเทอมเดือนแรก เขาอ่านโน๊ตของวันที่ 12 พฤษาเดือนก่อน

ที่เขาลืมไปแล้วด้วยซ้ำ แต่เขาก็ยังรู้สึกไม่พอใจที่มีคนคัดลอกโน๊ตของตัวเอง  คิโยชิตัดสินใจหยุดซ้อมเพียงเท่านั้นเพราะมองออกไปเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มครึ้ม คล้ายฝนใกล้จะตกมากแล้ว จึงสะพายเป้พาดหลังแล้ว

เดินดุ่มๆ ออกมาจากห้องประชุม ทั้งในมือยัง ถือสมุดเล่มนั้นอยู่

ทันที่ที้เขาปั่นจักรยานออกไป ฝนก็ลงเม็ดลงมาแล้วเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ เขาจึงยัดสมุดลงไปในกระเป๋าเป้ แม้มันจะปียกบ้างแล้วเล็กน้อย แล้วเขาก็รีบปั่นจักรยานฝ่าสายฝนต่อไป

“กลับมาแล้วครับ”คิโยชิก้าวเหยียบพื้นบ้าน ทั้งน้ำฝนหยดลงจากตัวที่เปียกปอน แล้วก็เห็นว่าแม่มีแขกอยู่ จึงรีบเดินขึ้นห้อง

เข้าจัดการวางกระเป๋าลงบนโต๊ะทำงานที่มีผ้ารองรับ และกระโดดเข้าห้องน้ำ

 

“ทำยังไงดี...ฉันจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย”มากิโนะเดนวนไปวนมาในห้องนอนของตัวเอง และพึมพำสารพัดถึงเรื่องที่เธอทำของสำคัญยิ่งหายไป “ต้องหล่นอยู่ที่ห้องประชุมแน่เลย”

เธอค่อยๆสงบสติอารมณ์ และนั่งลงบนโต๊ทำงานของตัวเองที่ตั้งอยู่ชิด

ขอบหน้าต่าง ทำให้มองออกไปเห็นท้องฟ้าที่มีฝนตกลงมาไม่ขาดสาย

และแสงสีบนท้องถนนอย่างไม่ชัดเจนเท่าไหร่ แต่ก็ให้ความรู้สึกสวยงาม เธอมองเหม่อออกไปนอกหน้าต่างสีกพัก แล้วก็รู้สึกตัวเพราะเสียงโทรศัพท์มือถือ ที่น้องสาวแท้ๆของเธออัดไว้เป็นเสียงเรียกเข้า

~มากิโนะจ๋ารับสายหน่อยจ๊ะ มากิโนะจ๋ารับสายหน่อยจ๊ะ~

คลิก..

(ฮัลโหล...ลูกมากิโนะ)

“สวัสดีค่ะ..ม่าม๊า”

(จ๊ะ...ลูกถึงอยู่ที่ไหนเนี่ยทำไมมีเสียงดังๆ)

“อ๋อ...หนูอยู่บ้าน..พอดีฝนตกน่ะค่ะ”

(จ๊ะ...นี่มากิโนะคืนนี้แม่จะพาน้องไปส่งที่สนามบินแล้วน่ะกว่าจะถึงก้คืนพรุ่งนี้ล่ะ)

“จริงเหรอคะ...มายูริจะมาแล้วเหรอ...เย่ๆๆๆหนูดีใจจังเลย แล้วตอนนี้น้องอยู่ไหมคะ...ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม”

(ไม่อยู่จ๊ะ...ยูริออกไปซื้อของฝากให้ลูกแล้วก็ซื้อเสื้อผ้าด้วยน่ะจ๊ะ)

“เย็นๆอย่างนี้เนี่ยนะคะ”

(เปล่าจ๊ะ เวลาที่อเมริกาไม่ตรงกับที่ญี่ปุ่นตอนนี้ที่นี่ก็เพิ่งจะบ่าย 2 จ๊ะ)

“อ๋อ...จริงสิ หนูลืมไป ว่าแต่แม่เป็นยังไงบ้างคะที่อเมริกาหนามากมั้ย”

(บางที่ก็ลูกเห็บตกเลยล่ะจ๊ะ...แต่ย่านที่แม่อยู่ก็แค่หนาวๆ)

“แต่ยังงัยก็ต้องดูแลสุขภาพดีๆด้วยนะคะ เดี๋ยวจะไม่สบาย”

(จ๊ะ มากิโนะก็เหมือนกันนะดูแลตัวเองดีๆอย่าถเลถไลด้วย แม่คิดถึงนะ)

“หนูก็คิดถึงแม่ค่ะ”

(จ๊ะ งั้นแค่นี้นะ แม่จะไปเช็คงานของบริษัทนิดหน่อย แล้ววันหลังจะโทรไปใหม่ รักลูกนะ บายจ๊ะ)

“หนูก็รักแม่ สวัสดีค่ะ”

คลิก... มากิโนะกดวางหูโทรศัพท์ แล้วเธอก็นึกถึงเรื่องสมุดไดอารี่ขึ้นมาอีก

“แย่แล้ว ป่านนี้คิโยชิต้องรู้แล้วแน่ๆเลย”

เธอคิดไปกลุ้มไป เพราะกลัวว่าคิโยชิจะรู้เรื่องราวทั้งหมดรวมทั้งความรู้สึกของเธอ เธอนึกย้อนกลับไปวันแรกที่เธอก้าวเข้ามาในโรงเรียน อามูโซยะ หลังจากที่ย้ายไปอยู่ประเทศอเมริกากับครอบครัว

แล้วก็ต้องกลับมาที่นี่อีกครั้งเพราะอยากจะเรียนเปียโน ที่โรงเรียนอามูโซยะ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องดนตรี และอีกอย่างพ่อกับแม่ก็อยากให้มีคนดูแลคฤคาสหลังโต ที่ไม่มีคนอยู่ แต่ยังใหม่เสมอหลังนั้นของครอบครัวเธอเมื่อครั้งยังอยู่ที๊ญี่ปุ่นนี่ด้วย เธอจึงกลับมาที่นี่ด้วยความเต็มใจ เมื่อวันแรกที่เธอเรียนที่นี่ในชั้น มัธยมปลายปีที่ 2 ห้อง B

เธอก็ได้รับรู้ว่าเพื่อนชายในห้องคนหนึ่งเป็นผู้ที่ถูกยกย่องให้เป็นถึงกับนักดนตรีอันดับต้นๆของโรงเรียนโดยเฉพาะเรื่องเปียโน เธอจึงเริ่มสนใจในเสียงดนตรีของเขาหลังจากเผอิญได้ยินเขาเล่นเปียโนครั้งแรกที่ห้องประชุม และเธอก็ได้รู้ว่าเขาจะมาเล่นที่นี่ทุกวัน หลังจากที่เธอเริ่มสนใจในเสียงดนตรีของเขาที่หน้าทึ่ง และเธอก็เฝ้าจดตัวโน๊ตไว้ทุกวันแล้ว จน 1 อาทิตย์ผ่านไป จากความสนใจในเสียงดนตรี

เธอก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองหลงรักเจ้าของเสียงดนตรีนั่นเข้าแล้ว หลังจากนั้นมาเธอก็เริ่มเขียนไดอารี่ถึงเขาใต้โน๊ตเพลงที่เปลี่ยนไปทุกวัน

เธอเขียนความรู้สึกทุกอย่างที่เธอมีต่อเขา โดยที่เขาไม่เคยรู้เลยว่า

เธอแอบดูเขาเล่นดนตรีที่ห้องนั้นอยู่ทุกวัน และเวลาอยู่ในห้องเรียนเธอก็ทำเย็นชากับเขาและทุกๆคนเสมอ ไม่ใช่เพราะเธอเป็นคนหญิ่งแต่เพราะว่าเธอเป็นคนขี้อายมากต่างหาก เวลาที่มีผู้ชายมาจีบเธอก็ไม่เคยสนใจเพราะว่าในหัวใจเธอมีแต่เจ้าของเสียงดนตรีนั้นเพียงคนเดียว ซึ่งคือ ‘คิโยชิ’ เธอจึงกลุ้มใจว่าแล้วต่อจากนี้ถ้าเกิดว่าคิโยชิรู้ความรู้สึกของเธอ เธอจะมองหน้าเขาได้ยังไง

 

คิโยชิแต่งตัวเสร็จก็นั่งควับลงบนโต๊ะทำงาน แล้วจัดการเปิดกระเป๋าเป้

เพื่อเอาการบ้านมาทำ แล้วเขาก็สะดุดตาเข้ากับสมุดไดอารี่เล่มสีชมพูเล่มนั้นเข้า จึงหยิบมันออกมาแล้วเปิดอ่านอีกครั้ง  ข้อความในไดอารี่

เป็นตัวโน๊ตที่เขาเล่นทั้งหมดจนถึงข้อความหนึ่ง...

 

12 พฤษภาคม.....

 

โด ที ลา มี ซอล เร เร......

 

เขาอ่านตัวโน๊ตนั่นไม่จบแต่เขากลับให้ความสนใจข้อความข้างล่างตัวโน๊ต

 

คิโยชิ นายจะรู้บ้างหรือเปล่านะ ว่าฉันน่ะ

ชอบนายซะแล้ว! พอฉันเฝ้าติดตามเสียงดนตรีที่หน้าทึ่งที่ทำให้ฉันเคลิบเคลิ้มไปได้ของนายนี่แล้ว ฉันก็หลงรักนาย ฉันต้องทนเก็บความรู้สึกไว้อีกนานมั้ยกว่าจะได้บอกนาย ฉันทรมานใจจัง

 

เขาอ่านข้อความนั้นจบก็พบว่าหน้าต่อๆมาก็มีข้อความด้วยเช่นกัน

จึงอ่านมาต่ออย่างไม่เบื่อหน้าแล้วหน้าเล่าซึ่งไม่เคยขาดแม้แต่วันเดียว

ซึ่งหมายถึงผู้หญิงคนนี้แอบตามเขาทุกวัน

 

หง่าววว ง่วงนอนจังเลย ทำไมวันนี้นายถึงซ้อมนานนักนะ ฉันง่วงจะตายอยู่แล้ว เมื่อไหร่นายจะกลับบ้านซักที อ๊ะ..ไม่เป็นไรแค่เห็นหน้านายฉันก็ลืมตาไหวแล้ว...สู้ๆ

 

เขานึกย้อนกลับไปเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน ที่เขาซ้อมเพลินไปถึง 3 ทุ่ม 4

ทุ่ม

“เฮ้...เธอแอบดูฉันอยู่ทุกวันเลยเหรอเนี่ย”เขาคิดไปยิ้มไปด้วยความเขิน คิโยชิอ่านต่อเรื่อยๆยิ่งอ่านก็ยิ่งประทับใจในบันทึกนี้และก็รู้สึกถึงความน่ารักไร้เดียงสาของคนเขียนมันด้วย เขาอ่านมาหลายหน้าต่อหลายหน้าแต่ก็ไม่เคยเบื่อ

 

 

15 มิถุนายน

โอมเพี้ยง ขอให้นางฟ้าทั้งหลายช่วยประทานพรให้เจ้าชาย คิโยชิ

ที่เจ้าหญิงตัวน้อยๆอย่างฉันรักที่สุดในโลกเลยด้วยเถอะ วันนี้เป็นวันเกิดของคิโยชิ เฮ้ออ...ฉันต้องนั่งเป่าเค้กคนเดียวอีกแล้ว อ้ามมม

เค้กสตอเบอรี่นี่ของโปรดของคิโยชิเลย ฉันอยากให้นายนั่งกินกับฉันจัง สุขสันต์วันเกิดนะคิโยชิ ขอนายมีความสุขมากๆ แล้วฉันก็จะมีความสุขด้วยเช่นกัน และที่สำคัญที่สุด ฉันขอให้นายประสบความสำเร็จตามความฝันนะ น่าเสียดายจังที่ฉันไม่ได้ให้สร้อยเส้นนี้ที่ฉันเตรียมไว้เป็นของขวัญกับนาย มันสวยมากเลยล่ะเป็นสร้อยคอที่มีจี้รูปหัวในมีปีก แต่ฉันทำปีกของมันหักซะแล้ว ฉันเลยไม่กล้าให้กับนาย ฉันก็เลยต้องใส่มันไว้เอง แต่ฉันก็ไม่เคยถอดมันเลยนะ เพราะมันเป็นของนายไงล่ะ  ฉัน รัก นายนะ

 

คิโยชิอ่านมาจนจบหน้าสุดท้ายซึ่งคือเมื่อวานวันเกิดเขานี่เอง เขานึกภาพที่ตัวเองไปเลี้ยงฉลองกับเพื่อนที่ร้านหมูกะทะ เขาก็เพิ่งจะรู้ว่ายังมีใครอีกคนได้ฉลองวันเกิดอยู่คนเดียวเพื่อเขาด้วย

คิโยชิรู้สึกซาบซึ้งมากจนบอกไม่ถูก และก็ได้รับรู้ความรู้สึกอีกอย่างที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อนขึ้นในหัวใจ

“เจ้าหญิงตัวน้อย ฉันรู้สึกว่าฉันจะ...”

เขาพูดจบประโยคแค่นั้นแต่ที่เหลือเขากลับคิดในใจ และได้แต่ยิ้มเล็กยิ้มน้อยเท่านั้น คิโยชิมองออกไปนอกหน้าต่างซึ่งฝนเริ่มซาลงบ้างแล้ว

ตอนนี้จากความรู้สึกโกรธที่คิดว่าเธอจะมาขโมยโน๊ตเพลงของเขา แต่ทว่ามันเป็นการจดบันทึกตัวโน๊ตเพราะเธอหลงรักในเสียงดนตรีและหลงรักในตัวเขาต่างหากแล้ว ความรู้สึกโกรธมันก็เลยกลับกลายเป็นความรู้สึกที่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง

“คิโยชิ...กินข้าวได้แล้ว”

“คร๊าบแม่….”เสียงแม่เรียกทำให้เขาหยุดมองเหม่อ แล้วคิดถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาจึงรีบพลิกสมุดด้านหน้าด้านหลังเพื่อหาชื่อของเจ้าของสมุด แล้วเขาก็พบว่ามีชื่อเขียนอยู่จริง แต่.....

“แย่จริง...เปียกจนมองไม่เห็นแล้ว”เขารู้สึกเสียดายที่ชื่อบนหลังปกสมุด เปียกน้ำฝนจนอ่านไม่ออกแล้ว แต่เขาก็นึกอะไรบ้างอย่างขึ้นมาได้อีก และนั่นก็ทำให้เขายิ้มออกได้

“ใช่แล้ว...สร้อยคอที่จี้หัก”เขาคิดว่าจะต้องหาผู้หญิงที่ชอบเรียนกตัวเองว่าเจ้าหญิงตัวน้อยคนนั้นให้พบให้ได้ แล้วปิดสมุดลง ก่อนที่จะวิ่งลงไปด้านล่าง เพื่อกินข้าวเย็น

 

เช้าวันศุกร์....

มากิโนะมาถึงโรงเรียนแต่เช้า เพราะตอนกลางคืนเธอแทบจะไม่ได้นอน เธอเดินเข้าห้องเรียนอย่างสะลึมสะลือ และคิดว่าในห้องไม่มีใครอยู่สักคน แต่แล้ว...

 

 

 

เขียนโดย I_Am_EmiLY : 2008-05-13 21:51:07

/1