วันที่ : 5 กรกฎาคม 2551
ชื่อตอน (chapter) : ตอนที่3

“ก็พี่เห็นแพนกำลังตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสืออยู่เลยไม่อยากกวน  แต่เอ...สงสัยพี่คงต้องยืมหนังสือเล่มที่แพนอ่านไปอ่านบ้างแล้วหล่ะเผื่อมันจะบอกวิธีที่ทำให้แพนมาสนใจพี่บ้าง”เธอจ้องมองดวงตาของเขาอย่างต้องการคำตอบ  สิ่งที่เขาพูดมันหมายความว่ายังไง...สนใจ...ให้ความหวัง...หรือเป็นเพียงคำพูดหยอกเย้า...

“เอ่อ...วันนี้พี่ภาคีว่างเหรอค่ะ”

“ก็ไม่เชิงเพราะพี่ต้องเข้าประชุมเตรียมงานต่อหน่ะครับ”

“แล้วทำไมน้องแพนถึงมานั่งคนเดียวหล่ะครับ”

“อ๋อ...พอดียัยสาไปประชุมกับรุ่นพี่ค่ะ  สาเลยให้แพนมารอที่ห้องสมุด”

“แต่นี่จะหกโมงแล้วนะครับทำไมน้องสาเขาถึงยังไม่มาอีก”ภาคีทำท่าชะเง้อหา

        ติ๊ด....ติ๊ด...ติ๊ด....

“ฮัลโหล  ว่าไงสา”       

( แพน...แกอยู่ที่ห้องสมุดใช่มั๊ย)

“อืม...ทำไมเหรอ”

(ก็พวกรุ่นพี่หน่ะสิไม่ยอมประชุมกันสักทีรอใครกันก็ไม่รู้  ฉันนะโค-ตระเซ็งเลย)

“เหรอ”

(ฉันว่าแกกลับไปก่อนดีกว่า  แนไม่อยากให้แกนั่งอยู่คนเดียวอีกอย่างนี่ก็เริ่มมืดแล้วด้วย)

“ไม่เป็นไรฉันรอแกได้”

(เชื่อฉันเถอะแพน  ฉันว่าคงอีกนานเลยหล่ะ)

“ก็ได้งันฉันกลับก่อนนะ”

(เจอกันที่ห้องนะ  บาย!!)

 

“มีอะไรรึป่าวครับน้องแพน”ภาคีเอ่ยถามหลังจากที่เห็นเธอกดวาง

“ยัยสาหน่ะค่ะบอกให้แพนกลับก่อน”

“ดีเลย  งั้นพี่ไปสงนะ”

“ไม่รบกวนดีกว่าค่ะพี่ต้องไปประชุมอีกไม่ใช่เหรอค่ะแพนกลับเองได้”พิรญาณ์ลุกขึ้นหยิบหนังสือและกระเป๋า

“แพนกลับก่อนนะค่ะ”ภาคีมองผู้หญิงตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง...ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนปฏิเสธถ้าเขาจะขอไปส่ง  ถึงเขาไม่เอ่ยปากพวกผู้หญิงเหล่านั้นก็จะขอร้องเขาให้ไปส่งเสมอ  แต่พิรญาณ์ไม่ใช่เธอปฏิเสธเขา ‘เรื่องอะไรจะให้ยัยเด็กดื้อเดินจากไปง่ายๆ รู้จักพี่ภาคีน้อยไปแล้ว’ไวเท่าความคิดภาคีรีบวิ่งตรงไปคว้ากระเป๋าและหนังสือในมือของเธอมาถือไว้ก่อนรีบเดินนำเธอออกจากห้องสมุดทันที  เธอได้แต่ยืนมองเขาอย่างสับสนก่อนจะรีบเดินตามชายหนุ่มไป

“พี่ภาคี  รอแพนด้วยสิค่ะ”เธอรีบวิ่งมาขวางหน้าเขาไว้

“เอาของๆแพนคืนมานะ”

“โถ่...น้องแพนครับ”

“ไม่ต้องมาโถ่เลยค่ะแพนกลับเองได้”พิรญาณ์ตรงเข้าไปคว้ากระเป๋าของเธอจากเขาทันทีแต่ดูเหมือนเขาจะไม่ยอมปล่อยง่ายๆ  เขากลับพากระเป๋าและหนังสือหลบเป็นพลันลวันทำให้เธอต้องกระโดดคว้าตาม  กลายเป็นเธอเองที่เหนื่อยเธอจึงตัดสินใจหยุดความคิดที่จะแย้งของคืนจากคนเจ้าเล่ห์ทันที   เธอยืนหอบอยู่ครู่หนึ่งเธอก็รู้สึกถึงความร้อนแปลกๆรอบเอวเธอ  นาทีแรกเธอถึงกับผง่ะเล็กน้อยที่พบว่าตัวเองกำลังอยู่ในอ้อมแขนของเขา  แต่เมื่อตั้งสติได้เธอจึงใช้แขนทั้งสองข้างของตัวเองดันหน้าอกที่แข็งแรงนั้นไว้เพื่อป้องกันการใกล้ชิดกันมากกว่านี้  เธอได้แต่ก้มหน้างุดอย่างเขินอายกับสายตาของเขาที่มองมา  ภาคีเพียงอมยิ้มน้อยๆกับตัวเอง...

“ป...ปะ...ปล่อยแพนเถอะนะค่ะ”เธอยังคงก้มหน้า

“ถ้าพี่ไม่ปล่อยหล่ะแพนจะทำยังไง”ภาคีส่งสายตาเจ้าเล่ห์ให้กับหญิงสาวตรงหน้า  ส่งผลให้เธอเงยหน้ามองเขาอย่างหาเรื่อง

“ปล่อนแพนนะค่ะ  เดี๋ยวใครมาเห็นนะ”เธอพยายามดิ้นให้หลุดออกจากอ้อมแขนที่แข็งแรงนั้นแต่ยิ่งดิ้นก็ยิ่งแน่นขึ้นๆ

“ก็แพนเข้ามาให้พี่กอดทำไมหล่ะค่ะ  แล้วใครจะยอมปล่อยง่ายๆ”

“พี่ภาคี”หญิงสาวร้องเสียงอ่อน  ภาคีมองเธอด้วยสายตาจริงจังพร้อมกับเอ่ยคำที่ต้องการ

“แพนครับ  พี่ขอ  ขอแค่นี้ขอให้พี่ได้กอดแพนแบบนี้มันอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่พี่จะได้ใกล้แพนแบบนี้  ได้มั๊ย”พิรญาณ์โผเข้ากอดเขาทันทีพร้อมกับที่ภาคีค่อยๆกระชับอ้อมแขนของเขาให้แน่นขึ้น  เธอตกใจในคำพูดของเขาที่ดูจริงจังมันทำให้เธอรู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างหาสาเหตุไม่ได้...มันคงนานมากพอที่จะทำให้คนทั้งสองต้องเข้าสู่โลกของความเป็นจริง  ภาคีค่อยๆคลายอ้อมกอดนั้นอย่างอ่อยอิ่งจากนี้ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่หรืออาจจะไม่มีวันนั้นเลยที่เขาจะได้ใกล้ชิดเธอแบบนี้อีก

“ขอบคุณมากนะครับแพน”

“ค่ะ...เอ่อ...แพนว่ากลับดีกว่านะค่ะเดี๋ยวพี่จะไม่ทันประชุม”

“ครับ  แต่ยังไงพี่ก็จะถือกระเป๋ากับหนังสือให้นะ”

“ตามใจค่ะอยากถือก็ถือไปเลยนะ  บรื้อ....”พิรญาณ์แลบลิ้นใส่พร้อมกับรีบสาวเท้าเดินนำไปแต่ก็ยังคงไม่ไวเท่าเขา  ภาคีรีบวิ่งไปคว้ามือของเธอมากุมไว้อย่างวิสาสะ

“ปล่อยค่ะ”

“ไม่ปล่อย”

“แล้วจะจับทำไมค่ะ”

“ไม่จับไว้ก็วิ่งหายพี่ไปอีกสิ   ป่ะไปขึ้นรถ”ภาคีกึ่งลากกึ่งจูงพิรญาณ์ไปที่รถแต่กลับถูกเธอดึงแขนของเขาไว้ก่อน  เขาหันมองเธอด้วยความงุนงง...ต้องหาทางเลี่ยงอีกแน่เลยใช่มั๊ยยัยตัวแสบ...

“ไม่เอาค่ะ  แนจะเดินกลับ”เธอจ้องมองเขาอย่างผู้ชนะ  ภาคีได้แต่กลั้นยิ้มกับความคิดของตัวเองเมื่อครู่

“เดินเหรอ”เขาแสร้งทำหน้าเศร้า

“ค่ะเดิน...งั้น  แพนไปก่อนนะค่ะ   บ๊าย...บาย”พิรญาณ์ทำท่าโบกมือลาพร้อมกับตรงเขาไปคว้ากระเป๋าและหนังสือจากเขาทันทีแต่ยิ่งเธอดึงเขาก็ยิ่งกอดไว้แน่น  เธอยืนเท้าเอวจ้องมองหน้าเขาอย่างหาเรื่อง

“พี่ภาคี...เอาของๆแพนคืนมาสิค่ะ”

“ไม่คืน”

“แต่เราไปคนละทางนะค่ะ”

“ใครบอกว่าคนละทาง”ภาคีจ้องหน้าพิรญาณ์อย่างเจ้าเลห์

“เอ๊ะ...”

“แพนเดินพี่ก็เดิน”ภาคีดึงแขนเธอมาคล้องไว้กับตัวเอง

“แต่รถพี่อยู่นี่นะค่ะ  จะเดินไปเดินมาทำไม”

“ใครบอก  วันนี้พี่เอารถไปจอดไว้ที่คอนโดฯแพนต่างหาก”

“อะไรนะค่ะ...”

“แพนจะว่าพี่เจ้าเล่ห์หน่ะสิเป็นไงหล่ะสมใจเลย555+++”

“พี่หนิเจ้าเล่ห์ได้โล่จริงๆ”

“แค่แพนคนเดี๋ยวแหล่ะ  ป่ะไปกันเถอะเดี๋ยวก็ไม่ต้องกลับกันพอดี”ภาคีจูงมือพิรญาณ์ออกเดินไปพร้อมกันอย่างไม่สนใจต่อสายตาหลายคู่ที่พากันจับจ้อง

“แพนกลัวคนพวกนั้นเหรอครับ”ภาคีกระซิบข้างหูของเธอระหว่างเดิน  เขาสังเกตเห็นตั้งแต่แรกแล้วว่าหญิงสาวข้างกายเขาดูเงียบผิดปกติ  แต่เมื่อเขามองไปรอบๆ จึงทำให้เขาเข้าใจอะไรๆ มากขึ้น

“ก็...ไม่เชิงค่ะ”

“แพนไม่ต้องกลัวนะครับยังไงคนเจ้าเล่ห์ก็ต้องคุ้มครองยัยตัวดื้อของเขาได้อยู่แล้ว”ภาคีส่งยิ้มมั่นใจให้กับเธอ  มันทำให้เธอรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก  เธอรู้สึกดีทุกครั้งที่มีเขาเคียงข้างมันทำให้เธอกล้าที่จะเผชิญกับเรื่องราวต่างๆ ที่เข้ามา

“ยอมเชื่อคนเจ้าเล่ห์คนนี้สักครั้งนะครับ”

“ค่ะ...ยัยตัวดื้อจะเชื่อนายเจ้าเล่ห์นะ”

     ภาคีกุมมือพิรญาณ์แน่นที่เธอเชื่อมั่นในตัวเขา  เขาเองก็รู้สึกดีไม่น้อยที่มีเธออยู่เคียงข้าง  ยิ่งใกล้เธอก็ยิ่งทำให้เขาหวั่นไหว  หวั่นไหวทุกครั้งที่ใกล้กัน  เธอมีความจริงใจให้กับเขาเสมอแต่เขาสิ...

    ความสนิทสนมของภาคีและพิรญาณ์กลายเป็นหัวข้อสนทนาของบรรดาสาวๆแทบทั้งมหาวิทยาลัยในวันต่อมาไม่ว่าเธอจะเดินไปทางไหนก็จะมีแต่คนพากันจับจ้องและซุบซิบกันต่างๆนานา  แต่ถึงอย่างนั้นภาคีก็ไม่ได้สนใจต่อสายตาเหล่านั้นเขายังคงหมั่นมาหาพิรญาณ์ที่คณะมาช่วย

เขียนโดย kameboum : 2008-07-05 20:54:10
วันที่ : 5 กรกฎาคม 2551
ชื่อตอน (chapter) : ตอนที่2

แต่เมื่อเธอก้มมองลงเธอกลับพบเสื้อแจ๊คเก็ตที่คลุมบ่าของเธออยู่  เธอเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นเจ้าของแต่แล้วก็เหมือนกับความฝันครั้งที่สองเมื่อเธอได้พบกับคนที่เธอไม่คาดคิดว่าจะได้เจอในเวลานี้เขากำลังยืนกางร่มให้ทั้งเขาและตัวเธอพร้อมกับส่งยิ้มอันทรงเสน่ห์นั้นให้กับเธอ  พิรญาณ์ดุนแว่นขึ้นอย่างต้องการทดสอบว่าเธอไม่ได้ฝันไปจริงๆ

“พี่ภาคี”เธอเอ่ยชื่อนั้นราวกับละเมอ  ทำเอาผู้เป็นเจ้าของชื่ออดอมยิ้มน้อยๆ ไม่ได้กับท่าทางเหลอหลาของหญิงสาวตรงหน้า  ใช่ว่าเธอเองจะงงฝ่ายเดียวตัวเขาเองก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมตัวเองต้องขับรถมาที่มหาวิยาลัยฯในเวลาค่ำมืดแบบนี้ทั้งๆ ที่ในเวลาแบบนี้เขาน่าจะนั้งสนุกอยู่กับเพื่อนๆ ในงานวันเกิดแท้ๆ...

“ครับ  พี่เอง”

“พี่ภาคีมาได้ยังไงค่ะ”

“พี่ว่าเราอย่ายืนคุยกันตรงนี้เลยนะ  ดูสิครับน้องแพนเปียกหมดแล้ว”พิรญาณ์ก้มลงมองสภาพของตัวเองที่ไม่ต่างอะไรกับลูกหมาตกน้ำในเวลานี้พร้อมกับส่งยิ้มบางๆให้กับชายหนุ่ม  ดวงตาคู่สวยนั้นหากแม้จะถูกบดบังด้วยกรอบแว่นแต่มันก็ทำให้หัวใจที่แข็งกร้าวนั้นกลับหวั่นไหวขึ้นมาอย่างหาสาเหตุไม่ได้...อย่านะภาคี  แกห้ามคิดอะไรแบบนั้นเด็ดขาด...

“เอ่อ...พี่ว่าเราไปกันดีกว่านะครับ”ภาคีโอบพิรญาณ์ให้เข้าใกล้เขามากยิ่งขึ้นพร้อมกับเบี่ยงร่มทั้งหมดไปให้กับเธอ  แม้ว่าเขาจะพยายามห้ามใจไม่ให้เข้าใกล้เธอไปมากกว่านี้แต่เมื่อได้ใกล้กันความคิดเหล่านั้นก็ได้มลายหายไปหมดมีเพียงเสียงของหัวใจที่ร่ำร้องให้ตอบสนองความรู้สึกที่พยายามปิดกั้นของตัวเอง   พิรญาณ์เงยหน้าจ้องมองภาคีก่อนเอ่ยอะไรบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก...

“ถ้าพี่ภาคีเปียกแพนก็จะเปียกด้วยแพนไม่ยอมให้พี่ภาคีไม่สบายหรอกนะค่ะ”ภาคีจ้องมองพิรญาณ์ที่กำลังพับร่มอยู่อย่างหัวเสีย  ไม่ว่าเขาจะร้องห้ามอย่างไรเธอก็ดูเหมือนจะไม่สนใจในคำพูดของเขาสักนิด...ทำไมไม่ห่วงตัวเองบ้างนะเปียกปอนไปหมดแล้วเนี่ย...

“ดื้อจริงๆเลยแพน”ภาคีฉวยร่างบางให้เข้ามาอยู่ในอ้อมแขนของเขาพร้อมพาเธอวิ่งฝ่าสายฝนไปที่รถของเขาที่จอดอยู่ด้านหลัง...พิรญาณ์เหลือบมองชายหนุ่มข้างกายอย่างอิ่มแอมใจแม้ว่าเขาจะทำหน้ามุ่ยแต่มันก็ทำให้เธอมีความสุข...ขอบคุณมากนะจ๊ะสายฝนที่ทำให้แพนได้อยู่ใกล้พี่ภาคี...เธออมยิ้มกับตัวเองอีกครั้งก่อนถูกเขาดึงให้เข้าไปนั่งในรถ

“ดื้อจริงๆเลยนะเรา  ดูสิเปียกหนักกว่าเดิมอีก  ทำไมไม่ห่วงตัวเองบ้างแพนเดี๋ยวก็ไม่สบายกันพอดี”ภาคีเอ่ยอย่างหัวเสียพร้อมกับเอื้อมไปหยิบของบางอย่างที่เบาะหลัง

“พี่ภาคีมีผ้าขนหนูติดรถด้วยเหรอค่ะเนี่ย”

“ไม่ต้องมาทำเปลี่ยนเรื่องเลย”ภาคีเอ่ยเสียงเข้มพร้อมกับใช้ผ้าคลุมทับตัวเธออีกครั้งก่อนหยิบอีกผืนมาเช็ดผมที่เปียกปอนให้เธอ  พิรญาณ์ได้แต่ก้มหน้างุดให้เขาเช็ดผมให้อย่างว่าง่าย

“โกรธพี่เหรอ”

“ป่าวค่ะ”

“ป่าวเหรอ...งั้นเงยหน้ามาจ้องหน้าพี่สิ”เธอยังคงก้มหน้างุดและนั่งเขี่ยนิ้วตัวเองเล่น

“ทำไมไม่เงยหล่ะ”

“ก็ไม่อยากเงยพี่ภาคียังทำหน้าดุอยู่”

“รู้ได้ยังไงว่าพี่ทำหน้าดุ  แพนยังไม่เห็นหน้าพี่เลย”

“แพนรู้แล้วกัน”ภาคีค่อยๆเอื้อมมือไปดุนคางหญิงสาวตรงหน้าให้หันมาสบตากับเขา  พิรญาณ์อดรู้สึกหนาวๆร้อนๆไม่ได้กับความใกล้ชิดแบบนี้

“ไหนตอบพี่สิว่าตอนนี้พี่ทำหน้ายังไงอยู่”หญิงสาวจ้องหน้าชายหนุ่มอย่างไม่เข้าใจในการกระทำของเขา

“เจ้าเล่ห์...”ทันทีที่หญิงสาวพูดจบความเงียบภายในรถก็ถูกกลบด้วยเสียงหัวเราะอันสดใสของทั้งคู่

“พี่เจ้าเล่ห์จริงๆอ่ะ”

“ค่ะ...ม๊ากมาก”หญิงสาวทำท่าการันตี

“ว๊า...งั้นคนเจ้าเล่ห์คงต้องพาคนดื้อไปส่งแล้วหล่ะเดี๋ยวหวัดจะกินซะก่อน”

     พิรญาณ์กลับมาถึงห้องในสภาพที่เปียกปอนทำเอาเพื่อนที่นั่งรออยู่อย่างเป็นห่วงอดตกตะลึงไม่ได้  สาริสารีบวิ่งเข้าไปหยิบผ้าขนหนูมาคลุมบ่าให้เพื่อนที่ยืนนิ่งอยู่บริเวณกรอบประตู

“แพน...แกอย่าบอกฉันนะว่าแกเดินตากฝนมาเนี่ย”พิรญาณ์ยิ้มกลบเกลื่อน

“ก็ไม่เชิงหรอกก็พอดีฉันเดินมาได้ครึ่งทางแล้วจู่ๆ ฝนก็ตกลงมากระทันหันฉันก็เลยรีบวิ่งไปหลบใต้ต้นไม้  ที่นี้ก็เป็นอย่างที่แกเห็นเนี่ยหล่ะ”

“อืม...แล้วเสื้อคลุมนั่นหล่ะของใครฉันว่า....มันคุ้นๆอยู่นะ”สาริสาพยายามคิดว่าเคยเห็นเสื้อตัวนี้ที่ไหนแต่แล้วเธอก็โพลงออกมาด้วยท่าทางตื่นเต้น  ตกใจ

“เฮ้ย...เสื้อตัวนี้ของพี่ภาคีหนิ  อย่าบอกนะว่า...”ไม่ทันทีสาริสาจะเอ่ยปากแซว  เพื่อนของเธอก็รีบวิ่งปรูดเข้าห้องของตัวเองไปทันทีทิ้งไว้เพียงปริศนา!!...นึกเหรอยัยแพนว่าแกจะหนีฉันพ้น...

     พิรญาณ์ถอนหายใจอย่างโล่งอกที่หนีเจ้าเพื่อนจอมซักมาได้  เธอก้มมองเสื้อตัวนั้นอีกครั้งก่อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อไม่นานมานี้...

เมื่อรถยนต์คันหรูจอดนิ่งอยู่หน้าคอนโดฯของพิรญาณ์  ภาคีก็ได้ละสายตาจากถนนเบื้องหน้ามาจ้องมองหญิงสาวข้างกายที่ส่งยิ้มมาให้กับเขาอย่างขอบคุณในเวลานี้

‘ขอบคุณพี่ภาคีมากนะค่ะที่มาส่ง  ถ้าไม่ได้พี่แพนคงไม่ได้กลับแน่’

‘ไม่เป็นไรหรอกครับ’

‘เอ...วันนี้มีงานเลี้ยงวันเกิดพี่ไม่ใช่เหรอค่ะแล้วทำไมพี่ถึงมาที่มหาลัยฯได้หล่ะค่ะ’

‘เอ่อ...คือ...คือ...’เอาหล่ะหว่าไอ้ภาคี  จะจอบยังไงหล่ะทีนี้

‘เอ่อ...คือ...พี่...พี่ลืมของไว้ที่คณะหน่ะครับมันสำคัญมากพี่ก็เลยต้องรีบมาเอา’

‘อืม...’

‘พี่ว่าแพนรีบขึ้นห้องเถอะนะครับเดี๋ยวจะไม่สบายเอานะ’ภาคีเอ่ยเสียงอ่อน

‘ค่ะ’พิรญาณ์ทำท่าจะถอดเสื้อคลุมของภาคีออกแต่กลับถูกมืออุ่นๆของเขาห้ามไว้พร้อมกับใส่กลับให้กับเธอ  หญิงสาวได้แต่ทำหน้างง...

‘แพนใส่ไว้นะครับไม่ต้องคืนพี่หรอก’

‘เอ่อ...แต่ว่า’

‘ไม่ต้องแต่หรอกครับพี่แข็งแรง’ภาคีทำท่าเบ่งกล้ามโชว์หญิงสาวเป็นการส่งเสียงหัวเราะให้กับคนทั้งคู่เป็นอย่างมาก 

‘อืม...งั้น...เอาอย่างนี้ดีกว่า’พิรญาณ์ดึงผ้าขนหนูที่คลุมบ่าออกพร้อมกับห่มมันให้กับเจ้าของผ้าตัวจริงที่นั่งมองเธออย่างงุนงงเช่นกัน...ผู้หญิงคนนี้นี่แปลกจริงๆ ชอบทำอะไรให้คิดถึงอยู่เรื่อย...ภาคีส่งยิ้มบางๆให้กับเธออีกครั้ง

‘งั้น...แพนขอตัวก่อนนะค่ะ’มือหนารีบคว้าตัวหญิงสาวไว้ได้ทันก่อนที่เธอจะเปิดประตูรถ

‘เดี๋ยวครับแพน’

‘ค่ะ’เธอหันมองเขาอย่างงุนงง

‘เอ่อ...อย่าลืมทานยานะครับพี่เป็นห่วงแพนนะ’แม้มันจะเป็นประโยคคำพูดธรรมดาๆแต่มันก็ทำให้เธอรู้สึกหัวใจพองโตขึ้นไม่ได้

‘พี่ภาคีก็เหมือนกันนะค่ะดูแลตัวเองด้วยถึงแม้จะบอกว่าตัวเองแข็งแรงก็ตาม’เธอส่งยิ้มให้กับเขาอีกครั้งพร้อมกับรีบวิ่งขึ้นห้องทันที  ภาคีได้แต่มองตามจนลับสายตาอย่างครุ่นคิด...เท่านี้ใช้มั๊ยที่เขาจะทำให้เธอได้  ขอบเขตของเขามีเพียงเท่านี้ต่อไปเขาคงจะไม่มีวันที่จะได้เห็นรอยยิ้มแบบนี้อีก...

       ช่วงบ่ายในวันต่อมาพิรญาณ์ต้องมานั่งอยู่คนเดียวในห้องสมุดเพื่อรอเพื่อนของเธอที่ต้องเข้าประชุมกับรุ่นพี่เนื่องจากอีก 2 อาทิตย์ทางมหาวิทยาลัยของเราจะมีการจัดงานวิชาการขึ้นงานนี้เป็นงานใหญ่เลยที่เดียวเพราะเป็นงานนิทรรศการเผยแพร่ความรู้ของแต่ละคณะและเป็นการเปิดเส้นทางการศึกษาต่อของนักเรียนมัธยมปลายที่จะต้องเลือกทางเดินชีวิต  งานวิชาการของทางมหาวิทยาลัยนี้เป็นงานที่ค่อนข้างถูกจับตามองมากเนื่องจาก 2 ปีจะมีการจัดงานหนึ่งครั้งทำให้มีนักเรียนและผู้ที่สนใจรอคอยการจัดงานเป็นอย่างมาก  การจัดงานในแต่ละครั้งจึงต้องสมบูรณ์แบบที่สุด...เพื่อนของเธอก็ค่อนข้างจะเป็นเด็กกิจกรรมจึงทำให้ถูกรุ่นพี่จองตัวช่วยงานตลอดครั้งนี้ก็เช่นกันส่วนเธอไม่ได้เป็นเด็กกิจกรรมเท่าไหร่นักแต่ถูกรุ่นพี่ขอร้องให้ช่วยเป็นพิธีกรและประชาสัมพันธ์เนื่องจากพิรญาณ์มีน้ำเสียงที่นุ่มนวลและอ่อนหวาน  แต่เธอต้องทำงานนี้คู่กับรุ่นพี่ต่างคณะซึ้งเธอเองก้ไม่เคยพบเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียวจึงทำให้เธออดรู้สึกกังวลนิดๆไม่ได้...เฮ้อ!!พี่คนนั้นเป็นใครน๊าถามใครก็ไม่มีใครบอกแล้วจะรอดมั๊ยเนี่ยยัยพิรญาณ์เอ๋ย...

“ขอโทษนะครับ  ไม่ทราบว่าโต๊ะนี้พอมีที่ว่างให้ผมนั่งด้วยได้บ้างรึป่าว”

“เชิญค่ะ”เธอตอบรับโดยไม่แหงนหน้ามองเขาเลยแม้แต่น้อย

“ไม่ทราบว่าหนังสือที่น้องอ่านชื่อเรื่องอะไรเหรอครับ”...โธ่!!เอ๊ย  ให้นั่งด้วยแล้วยังจะมาวุ่นวายอีกอะไรของเขาเนี่ย...พิรญาณ์เงยหน้าขึ้นหมายจะต่อว่าเพื่อนร่วมโต๊ะจอมยุ่งสักหน่อยแต่เมื่อเธอมองคนตรงหน้าอย่างเต็มตาความคิดเมื่อครู่ก็ถูกพับเก็บลงกระเป๋าทันที 

“โธ่!!พี่ภาคีชอบแกล้งแพนอยู่เรื่อยเลย”

เขียนโดย kameboum : 2008-07-05 14:55:19

/1