ตอนที่ 3
ลมหนาวยังคงพัดพาเอาความเย็นมาแผ่ซ่านไปทั่วกรุงโซล หิมะวันนี้ตกหนากว่าทุกวัน กว่าฉันจะเดินฝ่ากองหิมะหนาเป็นนิ้วๆ ที่ปกคลุมไปทั่วท้องถนน ไปยังร้านดอกไม้ของตัวเองที่อยู่ห่างริมถนนออกไปไม่ถึงร้อยเมตรได้นั้น ก็ทำเอาหนาวสั่นไปทั่วทั้งอณูของร่างกาย รองเท้าบู๊ตหนังสีน้ำตาลที่น้าดาวพาไปซื้อเมื่อตอนมาถึงโซลใหม่ๆ นั้น ตอนนี้แทบจะเต็มไปด้วยเศษของหิมะขาวโพลนจนฉันชักไม่แน่ใจแล้วว่า สีเดิมของมันนั้นเป็นสีอะไรกันแน่
สงสัยวันนี้ไม่มีลูกค้าแน่ๆ เลย ฉันบ่นพึมพำกับตัวเอง พลางถอดเสื้อโค้ทสีเดียวกับรองเท้า วางพาดไว้ที่พนักเก้าอี้ แล้วรีบเดินไปเปิดเครื่องทำความร้อนทันที ก่อนจะนั่งลงที่โซฟาตัวเดียวในร้าน
ฉันคงจะหนาวสั่นไปมากกว่านี้ ถ้าไม่มีฮีทเตอร์ นี่ถ้ามีเครื่องนี้อยู่ในบ้านที่เมืองไทย ก็คงจะไม่มีโอกาสได้ใช้มันแน่ๆ คนที่นี่เขาทนกับความหนาวเหน็บได้ยังไงกันนะ ตอนอยู่เมืองไทยแค่เข้าช่วงหน้าหนาว ลมหนาวพัดพาผ่านมา ยังทำเอาฉันปากคอสั่นเลย อุณหภูมิที่โซลตอนนี้ ถ้าให้ฉันเดาก็คงจะต่ำกว่า 10 องศาแน่ๆ นี่ถ้าฉันต้องใช้ชีวิตอยู่ในโซลไปตลอดชีวิตและต้องเจอกับอากาศหนาวๆ หิมะเย็นๆ อย่างนี้ล่ะก็ ฉันไม่เอาด้วยหรอก แล้วคิดเหรอว่าฉันจะอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิต ไม่มีทาง ยังไงสักวันฉันก็จะกลับไปอยู่เมืองไทยอย่างแน่นอน
เอ๊ะ ใครกันน่ะ ฉันเห็นใครสักคนยืนด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าร้าน รึว่าจะเป็นลูกค้า ตายแล้วยังไม่ได้จัดร้านเลย ทำไมมาแต่เช้าเลยนะ ฉันพูดจบก็รีบลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูทันที
นี่มันดองมินนี่! ฉันอุทานในใจเมื่อเขาถอดแว่นกันแดดออก ทำให้ฉันเห็นหน้าเขาชัดๆ ในระยะประชิด
เอ่อ เขาอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่แล้วก็หยุด ปล่อยให้มีเพียงไอเย็นจากความหนาวออกมาจากปากเขาเท่านั้น
Excuse me. Can I help you? ฉันเอ่ยปากถามเขาเมื่อเห็นเขาเงียบไม่พูดอะไรต่อ แต่เขากลับทำท่างงๆ ใส่ฉันCan you speak English? ฉันถามเขาอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ เขาไม่ตอบแต่ส่ายหน้า ตายล่ะ แล้วอย่างนี้จะคุยกันรู้เรื่องมั๊ยเนี่ย ฉันเองก็ฟังภาษาเกาหลีไม่ออกซะด้วย
เขาหันไปดูรอบๆ ร้าน ก่อนจะเดินปรี่เข้าไปที่โต๊ะด้านใน แล้วหยิบกระดาษกับปากกาที่วางอย่างเรียบร้อยอยู่บนโต๊ะ มาเขียนอะไรบางอย่าง อะไรของเขานะ ฉันคิดในใจ
เขายื่นกระดาษที่เขียนเสร็จแล้วให้ฉันด้วยท่าทีขรึมๆ เก๊กชะมัดเลย ฉันแอบนินทาเขาในใจอีกตามเคย ก่อนจะรับกระดาษแผ่นนั้นมา บนกระดาษมีข้อความที่เขียนด้วยลายมือขยุกขยิกเหมือนเด็กอนุบาล ที่อ่านแล้วออกจะงงอยู่สักหน่อย
ROSE RED 1 BIG AND BEAUTIFUL
ใหญ่และสวยหนึ่งแดงกุหลาบ? ฉันอ่านไปก็คิ้วขมวดไป ก่อนจะอมยิ้มเล็กๆ เขาคงหมายถึงกุหลาบสีแดง 1 ช่อใหญ่และสวยนั่นเอง เฮ้อ ตาคนนี้นี่นะ ภาษาอังกฤษไม่เป็นสับปะรดเล้ย ฉันหันไปพร้อมกับผายมือเชิญให้เขานั่งรอที่โซฟา ก่อนที่เขาจะพยักหน้าเข้าใจและนั่งลงตรงนั้น
ฉันเดินถือหนังสือแบบของช่อดอกไม้มาให้เขาเลือก แล้วยื่นให้เขาที่ทำหน้างงๆ แต่ก็รับไปเปิดดูแต่โดยดี เขาชี้รูปภาพที่เขาเลือกในหนังสือเล่มนั้นให้ฉันดู ฉันพยักหน้าเข้าใจพร้อมทั้งเดินหายเข้าไปทางด้านในร้าน แล้วเดินออกมาพร้อมกับกระดาษห่อดอกไม้สีขาวและริบบิ้นสีแดงตามแบบที่เขาเลือก
ฉันเปิดตู้แช่เย็นที่เอาไว้สำหรับเก็บดอกไม้ที่ต้องการรักษาอุณหภูมิ แล้วเลือกดอกกุหลาบสีแดงสดหลากหลายขนาดปนๆ กัน และไม่ลืมที่จะหยิบดอกยิปโซสีขาวเพื่อนำมาประดับและตกแต่งดอกไม้ช่อนี้ให้สวยขึ้นอีกด้วย
ฉันเหลือบตามองไปทางเขาที่นั่งไขว่ห้างอ่านหนังสือที่ฉันจัดวางเตรียมไว้สำหรับให้ลูกค้าอ่านระหว่างรอ นายดองมินอะไรเนี่ย ถ้ามองใกล้ๆ ก็จัดว่าเป็นคนหน้าตาดีใช้ได้ประมาณนึง ผิวขาวอย่างคนเกาหลีทั่วๆ ไป ใบหน้าของเขานั้นขาวใสอย่างมีเลือดฝาด แก้มอมชมพูคงเพราะอากาศที่หนาวเหน็บจากด้านนอก ปากของเขานั้นแดงยังกับทาลิปสติก ผมสีน้ำตาลอมทองดูผิดจากสีธรรมชาติ ตัดกับคิ้วสีเข้มหนาๆ ที่ทำให้หน้าของเขาดูโดดเด่นขึ้นมา เพราะว่าดวงตาของเขานั้นเล็กซะจนฉันไม่แน่ใจว่าเขามองอะไรเห็นรึเปล่า
ดองมินมีรูปร่างที่สูงใหญ่ และดูแข็งแรงกำยำอย่างชายชาตรี เขาสูงเลยหัวฉันไปตั้งเยอะ ทำเอาฉันต้องแหงนหน้ามองเขาเวลาที่พูดด้วย ฉันคะเนดูด้วยสายตาแล้วเขาน่าจะสูงเกิน 180 เซนติเมตร ยังไม่ทันที่ฉันจะได้พินิจพิเคราะห์เขาได้หมด เขาก็ลดมือที่ถือหนังสืออยู่ลง แล้วหันขวับมาทางฉัน ทำเอาฉันตกใจรีบก้มหน้าก้มตาจัดดอกไม้ต่อ และทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
บ้าจริงอีตานี่ ตกใจหมดเลย ฉันบ่นพึมพำ ก่อนจะเหลือบตามองเขาอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเขาหันกลับไปสนใจหนังสือในมือต่อ เชอะ ทำเป็นเก๊กไปเถอะ คิดว่าตัวเองดังนักรึไง ถึงมองไม่ได้ ฉันจัดดอกไม้ไปปากก็ต่อว่าเขาไปขมุบขมิบ ก่อนที่ฉันจะใช้กรรไกรตัดหางริบบิ้นที่ผูกไว้ที่ช่อเป็นขั้นตอนสุดท้าย
เสร็จแล้ว ฉันพูดอย่างภูมิใจกับฝีมือการจัดดอกไม้ของตัวเอง เอ เสียบการ์ดด้วยดีกว่า ฉันหยิบการ์ดที่อยู่ในลิ้นชักออกมา ก่อนจะแนบไปกับดอกไม้ อย่างที่ฉันทำเป็นประจำ
ฉันเดินมาที่เขาแล้วยื่นช่อดอกไม้ให้ ก่อนจะบอกราคาไป เขามองช่อดอกไม้ก่อนจะมองเลยขึ้นมาที่หน้าฉันแล้วหยุดนิ่งจ้องหน้าฉันอยู่อย่างนั้น เหมือนคิดอะไรในใจ เขารับช่อดอกไม้ไปถือไว้แล้วหยิบเงินจำนวนหนึ่งออกจากกระเป๋าสตางค์แล้วยื่นให้ฉัน ถึงคุณจะใส่แว่นกันแดด แต่อย่าคิดนะว่าฉันไม่เห็นว่าคุณน่ะจ้องมองฉัน คงดูถูกฉันในใจล่ะสิว่าหน้าตาอย่างฉันเนี่ยไม่น่าจัดดอกไม้สวยใช่มั๊ยล่ะ เชอะ ฉันค้อนใส่เขาก่อนจะหันหลังเดินเข้าไปด้านใน เพื่อไปหยิบเงินทอนมาให้ และฉันไม่ลืมที่จะหยิบเงินทอนคราวที่แล้วมาคืนเขาด้วย
อ้าว ไปไหนแล้วล่ะ ฉันอุทานขึ้นมาเมื่อพบว่าเขาไม่ได้อยู่ในร้านแล้ว บ้าจริง คิดว่าตัวเองรวยนักรึไง ถึงชอบจ่ายเงินใครต่อใครแบบไม่เอาเงินทอนแบบเนี้ย ถึงฉันจะไม่ได้รวยแบบคุณแต่ฉันก็ไม่ได้จนก็แล้วกัน ฉันตะโกนบ่นอยู่คนเดียวในร้านอย่างหัวเสีย
คุณออกจากโรงพยาบาลรึยัง ผมรีบกดโทรศัพท์ไปหายองอาทันทีในตอนเช้าระหว่างขับรถไปหาเธอ
ตอนสายๆ น่ะค่ะ ทำไมคะคุณจะมารับฉันเหรอ ยองอาทำเสียงออดอ้อนใส่ผม
คุณอยากให้ผมไปมั๊ยล่ะ
ไม่รู้สิคะ ผมเงียบเมื่อได้ยินเธอพูดอย่างนี้ ฉันล้อเล่นน่า อยากสิ ฉันอยากเจอหน้าคุณเป็นคนแรก
ถ้างั้นรอผมแป๊บนึงนะ ผมกำลังรีบไป ผมวางสายก่อนจะบึ่งรถไปด้วยความเร็ว
พลันผมก็นึกอะไรออกบางอย่าง ดอกไม้ ใช่แล้ว ซื้อดอกไม้ไปฝากยองอาดีกว่า
ผมขับรถมาเรื่อยๆ จนมาถึงสวนสาธารณะนั่น ก็นึกขึ้นได้ว่าผมเคยมาซื้อดอกไม้แถวๆ นี้ ผมจอดรถริมข้างทางถนน ก่อนจะเดินฝ่าหิมะที่กำลังตกไปยังร้านข้างหน้านั่น
หนาวชะมัด ผมพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะเร่งฝีเท้าเพื่อไปให้ถึงร้านนั้นโดยเร็ว ผมเงยหน้ามองดูป้ายชื่อร้านที่ติดไว้อยู่ด้านบน Love Flora เหรอ อ๋อ..ร้านนี้นี่เองที่จุนมาซื้อไปให้ยองอาเมื่อวาน
ร้านยังไม่เปิดเหรอเนี่ย อะไรกันวันก่อนมาก็ปิดแล้ว วันนี้มาก็ยังไม่เปิดอีก ผมบ่นก่อนจะมองเข้าไปแล้วพบว่าเจ้าของร้านอยู่ข้างใน แม้ว่าป้ายหน้าร้านจะยังพลิกอยู่ที่ CLOSED แต่ผมก็ถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไป
ผู้หญิงคนเดิมที่ผมเจอวันก่อน เดินตรงเข้ามาทางผม ผมกำลังจะบอกความต้องการของผมกับเธอ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าเธอเป็นชาวต่างชาติ และคราวก่อนเธอก็พูดอังกฤษใส่ผม ผมเดาว่าเธอคงฟังภาษาเกาหลีไม่ออก ยังไม่ทันที่ผมจะคิดได้ว่าจะสื่อสารกับเธอยังไง เธอก็หันมาถามผมด้วยภาษาอังกฤษที่ผมไม่ชอบเอาซะเลย
ผมพอจะเข้าใจในสิ่งที่เธอพูด แต่ผมไม่สามารถตอบเธอได้ จึงได้แต่พยักหน้า ผมพยายามมองหาอะไรที่พอจะเขียนให้เธออ่านได้ แล้วผมก็ได้ตัวช่วยชีวิต ผมมองเห็นกระดาษโน้ตวางอยู่บนโต๊ะที่ด้านหลังเธอ ไม่รอช้าผมรีบเดินไปหยิบมาเขียนถึงสิ่งที่ผมต้องการให้เธอทันที
ผมยื่นกระดาษที่เขียนความจำนงให้กับเธอ เธอทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจ ยัยบ้าเอ้ย พยายามเข้าใจหน่อยสิ ก็ผมไม่เก่งภาษาอังกฤษนี่นา เอ๊ะ เธออมยิ้มอะไรกัน ผมมองหน้าเธอพลางคิดในใจ เธอเงยหน้ามองผม แล้วทำท่าเชื้อเชิญให้ผมนั่งที่โซฟา ก่อนจะเดินหายเข้าไปด้านใน
ไม่ถึงนาทีเธอก็เดินออกมาพร้อมกับถืออะไรบางอย่างมาด้วยในมือ เธอยื่นให้ผม ผมรับมาเปิดดูอย่างงงๆ ก่อนจะเข้าใจว่ามันคือหนังสือที่มีแบบของช่อดอกไม้ต่างๆ มากมายให้เลือก ผมจึงเข้าใจในทันทีว่าเธอเข้าใจความหมายของโน้ตที่ผมเขียนให้เมื่อครู่ ผมพลิกหน้าหนังสือดูไปมา ก่อนที่จะเลือกแบบที่คิดว่าจะสวยถูกใจยองอา เธอเดินเข้าไปด้านในอีกครั้ง และปล่อยให้ผมนั่งรออยู่ตรงนั้น ผมหันไปเห็นหนังสือวางเรียงรายอยู่ข้างๆ จึงหยิบมันขึ้นมาอ่านระหว่างรอ
ผมเปิดหนังสืออ่านไปได้สักพัก ก็รู้สึกเหมือนมีสายตาจับจ้องอยู่ ทันทีที่เงยหน้าขึ้นมอง ก็พบกับตัวการจนได้ เธอรีบก้มหน้าหลบทันที ยัยนี่ จะมองอะไรนักหนาห๊ะ หรือว่าสงสัยว่าเราคือดองมินนักร้องดัง ผมมองเธอก่อนจะพึมพำคนเดียวในใจ เป็นคนต่างชาติเหรอ แล้วมาทำอะไรที่นี่เนี่ย อ๋อ สงสัยจะมาแต่งงานกับคนเกาหลีแหงๆ ว่าแต่เป็นคนชาติไหนกันนะหน้าตาแบบนี้ คิ้วดำเหมือนอย่างสีผม สงสัยจะเป็นคนเอเชีย คนอะไรตัวเล็กนิดเดียว นี่สูงถึง 160 เซ็นติเมตรรึเปล่าเนี่ย ท่าทางดูเรียบร้อยไม่ค่อยทันคน แล้วผู้ชายเกาหลีคนไหนกันนะที่ไปหลงเสน่ห์ยัยนี่ถึงกับแต่งงานด้วยเนี่ย ผมคิดในใจพลางอมยิ้มขำกับสิ่งที่ผมนึก ก่อนจะหันมาสนใจหนังสือในมือต่อ
ไม่นานเธอก็เดินถือช่อดอกไม้ที่จัดเสร็จเรียบร้อยแล้วมายื่นให้ผม เธอบอกราคามันกับผมเป็นภาษาเกาหลี อืมมม ดอกไม้ที่จัดก็สวยดีนะ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีฝีมือขนาดนี้ ผมนึกชมในใจ ก่อนจะจ้องไปที่หน้าเธอ ไม่น่าเชื่อเลยว่าเวลาที่ผมมองหน้าเธอในระยะห่างไม่ถึงวาแบบนี้ ผมกลับเห็นชัดๆ ว่าเธอก็น่ารักเหมือนกัน ผิวหน้าที่ขาวใสไร้เครื่องสำอาง อวดผิวขาวอมชมพู บวกกับแก้มแดงระเรื่อจากอากาศที่หนาวเหน็บ และริมฝีปากอวบอิ่ม สีชมพูธรรมชาติ ทำให้เธอดูดีอย่างที่ผมไม่อยากจะเชื่อ จะว่าไปยัยนี่อะไรก็ดูดีอยู่หรอก เสียอย่างเดียว ตัวเล็กยังกับเด็กอนุบาล ผมนึกไปพลางหยิบเงินจำนวนหนึ่งยื่นให้เธอ แน่ล่ะผมรู้ว่ามันเกินราคาที่เธอบอกเมื่อครู่ แต่ผมถือว่าเป็นทิปที่เธอจัดสวยถูกใจยองอาก็แล้วกัน
ยัยนี่ท่าจะบ๊อง อยู่ๆ ก็มาค้อนใส่เราซะได้ ผมงงกับท่าทีที่เธอทำ แต่ช่างเถอะ ผมไม่สนใจอะไรนักหนาหรอก ผมมีอะไรที่น่าสนใจกว่านี้รออยู่ข้างหน้า นึกได้ก็รีบออกจากร้านไปในทันที
ผมเปิดประตูรถและเข้าไปนั่งด้านคนขับอย่างรวดเร็ว เพราะอากาศข้างนอกนั้นหนาวเหน็บ ก่อนจะค่อยๆ บรรจงวางช่อดอกไม้ลงที่เบาะด้านหน้าข้างๆ ผม
เอ๊ะ นั่นอะไรน่ะ ผมหยิบแผ่นกระดาษใบเล็กๆ ที่เสียบมากับช่อดอกไม้ การ์ดงั้นเหรอ? ผมขยำมันแล้วโยนทิ้งไว้หลังรถอย่างไม่สนใจอะไรนัก
ผมมาทันใช่มั๊ย ผมเปิดประตูเข้าไปยังห้อง 806 ที่ยองอานอนพักรักษาตัวอยู่
เกือบจะไม่ทันแล้วล่ะ ยองอาหันมาตอบผม ขณะที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดเก็บเสื้อผ้าและข้าวของลงกระเป๋า ผมหันไปทักทายผู้จัดการของยองอา ก่อนที่จะหันไปหาเธอ
ดอกไม้สำหรับคุณ ผมยื่นช่อดอกไม้ให้
ยองอายิ้มเล็กๆ อย่างน่ารัก ก่อนจะรับมันไป ขอบคุณนะคะ แต่ว่าฉันหายแล้วนะ ไม่ต้องมีดอกไม้ก็ได้
ผมอยากจะให้คุณทุกวันด้วยซ้ำ ยองอาอมยิ้ม ทำเอาผมยิ้มตาม
มาแบบนี้ จุนไม่ว่าเหรอ
เขาไม่รู้น่ะ ยองอาถอนหายใจ
เฮ้อ อะไรนักก็ไม่รู้ ฉันชักจะไม่ชอบจุนแล้วนะ
ไม่มีอะไรหรอกน่า เขาก็ทำตามหน้าที่น่ะ
แล้วนี่ มีงานรึเปล่า ต้องรีบไปไหนมั๊ย
ผมมีงานตอนบ่าย
ถ้างั้น คุณก็ไปส่งฉันได้น่ะสิ ผมพยักหน้า ทำเอายองอาดีใจ
เดี๋ยวคุณขับรถฉันไปนะ ส่วนฉันจะไปรถดองมิน ยองอาหันไปบอกผู้จัดการเธอ ขณะที่เราทั้งหมดเดินมาถึงที่จอดรถข้างๆ โรงพยาบาล
ไปเถอะค่ะดองมิน ผมพนักหน้าเดินไปเปิดประตูรถให้ยองอาขึ้นไปนั่ง ก่อนจะเดินอ้อมไปอีกด้าน แล้วขึ้นรถเพื่อไปส่งยองอาที่คอนโดฯ ของเธอ โดยที่ผมไม่ทันสังเกตว่า ที่นั่นมีใครสักคนแอบมองผมอยู่
เป็นอะไรจ๊ะวันนี้ หน้ามุ่ยเชียว น้าดาวเอ่ยทักเมื่อเห็นฉันเดินคิ้วขมวดกลับเข้าบ้านมา
มินหงุดหงิดคนบางคนน่ะค่ะ
ใครกันเหรอ ที่ทำให้มินอารมณ์เสียได้เนี่ย น้าว่าต้องทำเรื่องแย่มากๆ เลยใช่มั๊ย
ก็อีตา เอ่อ ลูกค้าน่ะค่ะ ฉันชะงักนิดนึง ก่อนจะเลี่ยงไม่บอกว่าเป็นดองมิน
ทำไม มีอะไรเหรอ น้าดาวทำหน้าสงสัย
ชอบทำเหมือนมินเป็นขอทาน ฉันพูดอย่างหัวเสีย
เอ..ยังไงจ๊ะ
ก็คราวก่อนที่เขามาซื้อดอกไม้ที่ร้านมิน ก็วางเงินไว้ให้แถมยังเกินราคาตั้งเยอะ แถมวันนี้เขาเข้ามาสั่งจัดดอกไม้ ก็ยังจ่ายเงินมินเกินราคาอีกด้วย พอมินจะเอาเงินมาทอน เขาก็หายไปแล้ว ฉันเล่าให้น้าดาวฟังอย่างละเอียด
เขาอาจจะรีบก็ได้นะ
ตอนแรกมินก็คิดอย่างนั้นแหละค่ะ แต่มินว่าไม่ใช่หรอก มินว่าพวกอวดรวยมากกว่า เห็นคนอื่นเป็นขอทาน
หืม ไม่เอาน่าอย่าอารมณ์เสียสิจ๊ะ หน้ามุ่ยไม่สวยเลย น้าว่า..เขาคงไม่ได้ตั้งใจมั้ง รึบางทีเขาอาจจะคิดว่าให้เป็นเงินทิปอะไรแบบนี้ก็ได้ น้าดาวปลอบใจ
แต่นี่ไม่ใช่ร้านอาหารนะคะ
เอาน่า ช่างเถอะ อย่าไปสนใจเลยนะ เราไปกินข้าวกันดีกว่า จางซุกรอไม่ไหวแล้วมั้ง วันนี้มีต็อกโบกกี* ด้วยนะ ฉันทำคิ้วขมวดทันทีที่ได้ยินชื่ออาหารแปลกๆ จากน้าดาวอีกแล้ว
ก่อนเข้านอนคืนนี้ มิวายที่ฉันจะนึกถึงดองมินอีกครั้ง เกลียดอีตานี่ชะมัดเลย ฉันพูดกับตัวเองอย่างหัวเสีย คอยดูนะถ้าเจออีกคราวหน้า จะต่อว่าให้เข็ดเลย ฉันพูดไปโดยที่ลืมไปว่าตัวเองก็ยังพูดเกาหลีไม่ได้ ฉันหลับตาลงนอนแต่ภาพของดองมินวันนี้ก็ยังตามมาหลอกหลอนฉันไม่เลิก ทำไมฉันต้องนึกถึงอีตานี่ด้วยนะ นึกแล้วก็อดหงุดหงิดใจไม่ได้...
*ต็อกโบกกี แป้งข้าวผัดในซอสแดงใส่โอเด้ง รสชาตเผ็ดร้อนตามสไตล์เกาหลี บางทีก็ใส่ไข่ด้วย